posttoday

การเมืองไทยแตกขั้ว “สีเทา” ชี้ชะตาจัดตั้งรัฐบาลหลังเลือกตั้ง69

29 ธันวาคม 2568

ประเด็นทุนสีเทาและคอร์รัปชันกลายเป็นเส้นแบ่งใหม่ของการเมืองไทย พรรคใหญ่เร่งประกาศจุดยืนปิดทางจับมือ ขณะคณิตศาสตร์หลังเลือกตั้งอาจบีบให้ทุกฝ่ายต้องเลือกอำนาจเหนืออุดมการณ์

KEY

POINTS

  • ประเด็น "ทุนสีเทา" และคอร์รัปชันได้กลายเป็นเส้นแบ่งขั้วการเมืองใหม่ โดยพรรคการเมืองต่างๆ ใช้เป็นจุดยืนในการประกาศไม่ร่วมรัฐบาลกับฝ่ายตรงข้าม
  • พรรคการเมืองหลักต่างขีดเส้นแดงเพื่อสร้างความชัดเจน เช่น พรรคประชาชนประกาศไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย ขณะที่พรรคเพื่อไทยเลือกสงวนท่าทีเพื่อรักษาทางเลือก
  • แม้จะมีการประกาศจุดยืนที่แข็งกร้าว แต่ผลการเลือกตั้งและตัวเลข ส.ส. จะเป็นปัจจัยชี้ขาด ซึ่งอาจบีบให้บางพรรคต้องยอมผ่อนปรนเงื่อนไขเพื่อเข้าร่วมรัฐบาล

จุดแตกหักการเมือง—เมื่อ “สีเทา” กลายเป็นเส้นแบ่ง

การเมืองไทยกำลังทวีความเข้มข้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อประเด็น “เครือข่ายสีเทา” และคอร์รัปชันถูกยกขึ้นเป็นวาระหลักในการประกาศจุดยืนของพรรคการเมืองใหญ่ เส้นแบ่งใหม่ไม่ได้อยู่ที่ซ้าย–ขวาแบบเดิม หากแต่อยู่ที่การยอมรับหรือปฏิเสธกลุ่มทุนและอิทธิพลที่ถูกตั้งคำถามเรื่องความโปร่งใส

พรรคการเมืองต่างเร่ง “ปิดประตู” ความเป็นไปได้ในการจับมือกับคู่แข่งเพื่อสื่อสารกับฐานเสียงว่าตนยืนอยู่ฝั่งคุณธรรม โดยเฉพาะ พรรคประชาชน ที่ประกาศชัดเจนว่าจะไม่ร่วมรัฐบาลหาก พรรคภูมิใจไทย เข้าร่วม พร้อมย้ำบทบาทฝ่ายค้านหากจำเป็น สะท้อนความพยายามรักษาอุดมการณ์และภาพลักษณ์ต่อต้านสีเทา

อย่างไรก็ตาม การโต้กลับจากพรรคภูมิใจไทยด้วยเงื่อนไขเรื่องมาตรา 112 ก็ทำให้เส้นแบ่งยิ่งชัดขึ้น กลายเป็นเกมการเมืองที่ต่างฝ่ายต่าง “ขีดเส้นแดง” ใส่กันต่อหน้าสาธารณชน ลดพื้นที่การต่อรองลงอย่างมีนัยสำคัญ

 ช่วงชิงฐานเสียง—ยุทธศาสตร์พรรคหลักในสนามแตกขั้ว

อีกด้านหนึ่ง พรรคประชาธิปัตย์ ขยับเกมเพื่อช่วงชิงฐานเสียงอนุรักษนิยม โดยบทบาทของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ประกาศไม่ร่วมงานกับพรรคกล้าธรรม ถูกมองว่าเป็นความพยายามดึงคะแนนจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เคยเทคะแนนให้พรรคประชาชน แต่กังวลประเด็นอิทธิพลและความโปร่งใส

ยุทธศาสตร์นี้สะท้อนการใช้ “ความชัดเจน” เป็นจุดขาย แตกต่างจากการเมืองแบบประนีประนอมในอดีต พรรคประชาธิปัตย์พยายามวางตัวเป็นตัวแทนฝ่ายอนุรักษนิยมที่สะอาด และตอกย้ำการไม่ยอมรับทุนหรือเครือข่ายที่ถูกตั้งข้อสงสัย

ขณะที่ พรรคเพื่อไทย เลือกเดินเกมตรงข้าม ด้วยการ “สงวนท่าที” ไม่ประกาศล่วงหน้าว่าจะจับมือหรือไม่จับมือกับใคร นี่คือบทเรียนจากการเลือกตั้งครั้งก่อน ที่การเปิดไพ่เร็วเกินไปส่งผลต่อคะแนนนิยม การนิ่งไว้จึงช่วยรักษาทางเลือกหลังรู้ผลจริง

คณิตศาสตร์การเมือง—อุดมการณ์หรืออำนาจรัฐ

แม้ทุกพรรคจะประกาศจุดยืนแข็งกร้าว แต่ปัจจัยชี้ขาดอาจไม่ใช่คำประกาศ หากเป็น “ตัวเลข” หลังปิดหีบเลือกตั้ง โอกาสที่พรรคใดพรรคหนึ่งจะกวาดเกิน 200 ที่นั่งยังถือว่ายาก หากพรรคใหญ่ได้เฉลี่ย 120–150 ที่นั่ง การรวมเสียงเกิน 250 เพื่อจัดตั้งรัฐบาลจะหลีกเลี่ยงไม่ได้

สถานการณ์เช่นนี้อาจบีบให้บางพรรคต้อง “กลืนน้ำลาย” ยอมผ่อนเงื่อนไขที่เคยประกาศไว้ เพื่อแลกกับโอกาสใช้อำนาจรัฐ นี่คือความย้อนแย้งของการเมืองระบบรัฐสภา ที่อุดมการณ์มักถูกทดสอบหนักในช่วงต่อรองจัดตั้งรัฐบาล

ภาพรวมจึงไม่ต่างจากเกมหมากรุก ผู้เล่นต่างประกาศความสง่างามในช่วงต้น แต่เมื่อเข้าสู่ท้ายเกมที่ทางเลือกเริ่มจำกัด ความอยู่รอดและชัยชนะอาจบังคับให้ต้องหยิบหมากที่เคยปฏิเสธขึ้นมา เพื่อให้เกมเดินต่อไปได้

 การเมืองไทยกำลังเดินสู่จุดตัดสินระหว่างอุดมการณ์กับอำนาจ “สีเทา” กลายเป็นเส้นแบ่งใหม่ แต่คณิตศาสตร์หลังเลือกตั้งอาจบีบให้หลายพรรคต้องทบทวนคำประกาศเดิมอีกครั้งเมื่อถึงเวลาจัดตั้งรัฐบาล

เรียบเรียง : อมรเดช ชูสุวรรณ บรรณาธิการข่าวการเมือง 
แหล่งที่มาประกอบ : เนชั่นอินไซต์ (คลิ๊กชม)

 

ข่าวล่าสุด

TTW รับใบรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์ปี 69 ย้ำองค์กรยั่งยืนสู่ Net Zero