ครม.ไฟเขียวเติมเงินคนละครึ่งพลัส–คุมรัฐงดส่งลิงก์กันมิจฉาชีพ
ครม.ไฟเขียวคลังเติมเงินร้านค้าคนละครึ่งพลัสสูงสุด 2,000 บาท เดินหน้าเฟส 2 เพิ่มสิทธิประชาชนไม่เกิน 4,000 ขณะดีอีชงห้ามหน่วยงานรัฐส่งลิงก์ป้องกันมิจฉาชีพ
KEY
POINTS
- ครม.เคาะมาตรการเติมเงินให้ร้านค้าในโครงการ "คนละครึ่งพลัส" ที่ผ่านการอบรมทักษะ รายละไม่เกิน 2,000 บาท
- รัฐบาลอยู่ระหว่างการพิจารณาเติมเงินโครงการ "คนละครึ่งพลัส เฟส 2" ให้แก่ประชาชน ซึ่งคาดว่าอาจเติมเงินได้ไม่เกินคนละ 4,000 บาท
- กระทรวงดีอีเสนอให้ ครม. อนุมัติมาตรการห้ามหน่วยงานรัฐทุกแห่งส่ง SMS หรืออีเมลที่มีลิงก์แนบ เพื่อป้องกันการหลอกลวงจากมิจฉาชีพ
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน ได้พิจารณาเห็นชอบมาตรการ เติมเงินร้านค้าในโครงการ “คนละครึ่งพลัส”เพื่อสนับสนุนพ่อค้าแม่ค้าที่เข้าร่วมการอบรมพัฒนาทักษะ (Upskill/Reskill) โดยให้เงินสนับสนุน รายละไม่เกิน 2,000 บาท เพื่อเสริมศักยภาพร้านค้ารายย่อยให้ปรับตัวสู่เศรษฐกิจดิจิทัล และช่วยเพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ
ข้อมูลล่าสุดของโครงการคนละครึ่งพลัสช่วง 29 ต.ค.–17 พ.ย. 2568 เวลา 15.00 น. พบการใช้จ่ายรวม 42,960 ล้านบาท แบ่งเป็นรัฐร่วมจ่าย 21,188 ล้านบาท และประชาชนร่วมจ่าย 21,772 ล้านบาท มีร้านค้าเข้าร่วมกว่า 940,700 ราย ขณะเดียวกัน ประชาชนที่ได้รับสิทธิใช้สิทธิครบแล้ว 883,104 ราย โดยเงื่อนไขกำหนดให้ใช้สิทธิภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2568
ด้านการเติมเงิน “คนละครึ่งพลัส เฟส 2” นายเอกนิติระบุว่า อยู่ระหว่างพิจารณาแหล่งเงินและจำนวนเงินที่เหมาะสม เนื่องจากไม่ได้ตั้งงบล่วงหน้า แต่เบื้องต้นคาดว่าอาจเติมได้ ไม่เกินคนละ 4,000 บาท และจะจัดสรรตามสัดส่วนเดิมของผู้เสียภาษีและผู้ไม่อยู่ในระบบ เพื่อผลักดันประชาชนเข้าสู่ระบบภาษีรองรับสวัสดิการรัฐในอนาคต
ด้าน นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า กระทรวงดีอีจะเสนอให้ครม.เห็นชอบมาตรการ ห้ามหน่วยงานรัฐทุกแห่งส่ง SMS หรืออีเมลที่มีลิงก์แนบ หลังพบว่ายังมีบางหน่วยงานใช้วิธีดังกล่าว ซึ่งเสี่ยงเปิดช่องให้มิจฉาชีพปลอมลิงก์หลอกประชาชน
นายไชยชนก ระบุว่า เมื่อมีข้อกำหนดอย่างเป็นทางการ ประชาชนจะสามารถสังเกตได้ทันทีว่า ลิงก์ใดก็ตามที่อ้างว่าเป็นหน่วยงานรัฐถือเป็นของปลอม ช่วยลดความสับสนและป้องกันอาชญากรรมออนไลน์ พร้อมเชื่อว่ามาตรฐานที่เริ่มจากภาครัฐจะขยายไปยังหน่วยงานอื่นต่อไป


