DSIเรียก8ผู้ต้องหาอั้งยี่-ฟอกเงิน โยงฮั้วสว.รับทราบข้อหา
DSIเร่งคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน ปมฮั้วเลือกตั้งสว. ไล่เส้นทางเงินเชื่อมโยง 1,200 คนใน 45 จังหวัด ออกหมายเรียกกลุ่มแรก 8 รายเครือข่ายภาคใต้ รับทราบข้อหาในสัปดาห์นี้
KEY
POINTS
- DSI ออกหมายเรียกผู้ต้องหากลุ่มแรก 8 ราย คดีอั้งยี่-ฟอกเงินสว. ส่วนใหญ่เป็นเครือข่ายภาคใต้ ผู้สมัครสว.-สว.ตัวจริง
- สอบเส้นทางการเงินเชื่อมโยง 1,200 คนใน 45 จังหวัด เรียกอดีตผู้สมัครสว.ทั้งหมดให้ข้อมูล เร่งสอบสวนผ่าน 10 กองคดี
- มีพยานบางส่วนร้องเรียนถูกข่มขู่–กลับคำให้การ DSI ตรวจสอบว่าคำให้การใดเป็นเท็จ หรือมีการใช้อำนาจเจ้าหน้าที่เกินขอบเขต เพื่อรักษาความเป็นธรรมทุกฝ่าย
กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เปิดความคืบหน้าคดีพิเศษที่ 24/2568 กรณีการสมคบกันในความผิดฐานฟอกเงินจากการกระทำความผิดฐานอั้งยี่ เกี่ยวข้องกับกระบวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ซึ่งดำเนินการสอบสวนต่อเนื่องมากว่า 8 เดือนนับตั้งแต่วันที่ 6 มีนาคม 2568
ล่าสุดมีการออกหมายเรียกผู้ต้องหากลุ่มแรก 8 ราย ให้เข้ารับทราบข้อหาฟอกเงินภายในสัปดาห์นี้ โดยส่วนใหญ่เป็นเครือข่ายจากภาคใต้ ทั้งผู้สมัครสว.และสว.ตัวจริง ที่พบพฤติการณ์เชื่อมโยงกันอย่างชัดเจนผ่านเส้นทางการเงิน
ตลอดการสืบสวน DSI ได้สอบปากคำพยานเกี่ยวข้องหลายร้อยราย จัดทำเหตุการณ์จำลองทั้งสถานที่ใช้ในการเลือกสว.และกระบวนการคัดเลือก พร้อมขอภาพจากกล้องวงจรปิดในวันเลือกสว.จากหลายหน่วยงาน เพื่อตรวจสอบความเคลื่อนไหวของบุคคลสำคัญในขบวนการควบคู่กับการไล่เส้นทางการเงิน
จากข้อมูลทางการเงิน พบความเชื่อมโยงของบุคคลราว 1,200 คนใน 45 จังหวัด ทำให้คณะพนักงานสอบสวนออกหมายเรียกอดีตผู้สมัครสว.ทั้ง 1,200 ราย เข้าพบเพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติม อธิบดี DSI จึงมอบหมายให้ 10 กองคดีเร่งสอบปากคำให้แล้วเสร็จ โดยเน้นตรวจสอบ “กลุ่มจัดฮั้ว” ผู้มีบทบาทจัดทำโพยโหวตและเชื่อมโยงเงินที่ใช้แลกคะแนน
อย่างไรก็ตาม มีผู้เกี่ยวข้องบางส่วนไม่ให้ความร่วมมือ เช่น ในบางพื้นที่ของ จ.บุรีรัมย์ ที่พยานไม่มาพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียก ขณะที่พยานใน จ.อำนาจเจริญ และ จ.ขอนแก่น ทำหนังสือร้องเรียนถึงอธิบดี DSI อ้างว่าถูกข่มขู่และบังคับให้รับสารภาพในชั้นสอบสวน เพื่อกันตัวเป็นพยานในคดี
กรณีพยานใน จ.ขอนแก่น ที่เคยให้การว่ามีการฮั้วเลือกตั้งสว. มีบุคคลเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองหนึ่งและมีการจัดทำโพยฮั้วเพื่อให้การเลือกตั้งไม่สุจริต
ต่อมา ได้ทำบันทึกคำให้การเพิ่มเติมกลับคำเดิม โดยอ้างว่าคำให้การครั้งแรกเกิดจากการถูกข่มขู่ DSI ระบุว่าจะตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างครบถ้วน โดยนำบันทึกคำให้การครั้งแรกมาเปรียบเทียบกับหนังสือร้องเรียน เพื่อดูความผิดปกติ ว่ามีส่วนใดเข้าข่ายให้การเท็จต่อพนักงานสอบสวน หรือเกิดจากพฤติการณ์ของเจ้าหน้าที่เองหรือไม่
DSI ย้ำว่า การดำเนินคดีไม่ได้ยึดเพียงคำให้การพยาน ซึ่งส่วนใหญ่ “ไม่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดี” แต่จะพิจารณาร่วมกับพยานหลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะเส้นทางการเงินที่ซับซ้อน ครอบคลุมหลายจังหวัด และความเชื่อมโยงของบุคคลในเครือข่าย
ทั้งนี้ การออกหมายเรียกผู้ต้องหากลุ่มแรก 8 ราย เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการดำเนินคดีในชั้นผู้ต้องหา ขณะที่การสอบปากคำพยาน 1,200 รายและการตรวจสอบข้อร้องเรียนเรื่องการข่มขู่ยังคงเดินหน้าควบคู่กันไป


