รัฐบาลไทยกดดันกัมพูชารับผิดชอบกรณีทุ่นระเบิด สงวนสิทธิ์ตอบโต้หากยั่วยุ
รัฐบาลไทยประกาศจุดยืน เหตุทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากทุ่นระเบิดตามแนวชายแดน พร้อมกดดันให้กัมพูชาขอโทษและแสดงความรับผิดชอบ ขอสงวนสิทธิ์ในการตอบโต้หากถูกยั่วยุ
KEY
POINTS
- รัฐบาลไทยระบุว่าทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบทุ่นระเบิดที่เชื่อว่าฝ่ายกัมพูชาวางขึ้นใหม่ ซึ่งเป็นการละเมิดปฏิญญาสันติภาพ
- ไทยดำเนินการทางการทูตเพื่อกดดันให้กัมพูชารับผิดชอบ ขอโทษ และป้องกันเหตุซ้ำ พร้อมทั้งระงับแผนการถอนอาวุธหนักชั่วคราว
- รัฐบาลยืนยันจะใช้แนวทางสันติวิธีในการแก้ปัญหา แต่ขอสงวนสิทธิ์ในการตอบโต้ตามความเหมาะสมหากถูกยั่วยุ
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา หลังพบเหตุทหารไทยเหยียบกับระเบิดซึ่งเชื่อว่าเป็นทุ่นที่ถูกวางขึ้นใหม่ หลังการลงนามปฏิญญาสันติภาพที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ โดยรัฐบาลยืนยันจะดำเนินการแก้ไขปัญหาชายแดนควบคู่กับการผลักดันข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศเพื่อประโยชน์ของประชาชนไทยและการรักษาอธิปไตยของชาติ
โฆษกรัฐบาลระบุว่า “รัฐบาลและกองทัพยืนยันใช้สันติวิธี แต่ขอสงวนสิทธิ์ตอบโต้หากถูกยั่วยุตามความเหมาะสม”
ด้าน พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคมถึงก่อนวันที่ 10 พฤศจิกายน เกิดเหตุทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดรวม 6 ครั้งในเขตราชอาณาจักรไทย ทำให้มีผู้บาดเจ็บ 20 นาย ในจำนวนนี้ 7 นายขาขาด พร้อมระบุว่าหลักฐานทางพื้นที่ รวมทั้งวิดีโอจากโทรศัพท์ที่ยึดได้หลังการปะทะ ชี้ชัดว่าทุ่นระเบิดถูกวางโดยฝ่ายกัมพูชา ซึ่งถือเป็นการละเมิดปฏิญญาสันติภาพ และขัดขวางความพยายามของฝ่ายไทยในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดถึง 16 ครั้ง
กองทัพไทยจึงมีความจำเป็นต้องระงับการปฏิบัติตามแผนการถอนอาวุธหนักตามปฏิญญาร่วม แต่ยังคงเดินหน้าเก็บกู้ทุ่นระเบิดในฝั่งไทยจำนวน 13 พื้นที่ โดยยืนยันความพร้อมในการปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน
ในด้านการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รายงานว่าในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการจับกุมผู้ต้องหาเกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์กว่า 7,000 ราย พร้อมยึดทรัพย์สินได้กว่า 41 ล้านบาท และประสานปิดกั้นแพลตฟอร์มผิดกฎหมาย รวมทั้งสำรวจจุดลักลอบใช้อินเทอร์เน็ตตามแนวชายแดนกว่า 1,600 จุด
ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เยือนจีนเพื่อประชุมความร่วมมือด้านการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ระหว่าง 6 ประเทศในภูมิภาค โดยได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันในการกวาดล้างฐานปฏิบัติการออนไลน์ผิดกฎหมาย และแลกเปลี่ยนข้อมูลพยานหลักฐานอย่างเป็นระบบ
นายนิกรเดช พลางกูร โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า ไทยได้ดำเนินการทางการทูตในทุกระดับทันทีหลังเกิดเหตุ รวมทั้งได้หารือกับสหรัฐอเมริกาและมาเลเซีย โดยนายกรัฐมนตรีมีหนังสือถึงประธานาธิบดีสหรัฐฯ และนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ย้ำว่าไทยยึดมั่นในเส้นทางสันติภาพ แต่จำเป็นต้องระงับการปฏิบัติตามปฏิญญาชั่วคราว หลังการละเมิดจากฝ่ายกัมพูชา พร้อมเรียกร้องให้กัมพูชาขอโทษ สอบสวนเหตุการณ์ และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ
นายกรัฐมนตรีได้หารือทางโทรศัพท์กับผู้นำทั้งสองประเทศ โดยเสนอให้แยกประเด็นความมั่นคงไทย–กัมพูชาออกจากประเด็นการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ และขอให้มาเลเซียในฐานะประธานอาเซียน ช่วยผลักดันแนวทางฟื้นฟูสันติภาพตามข้อเสนอของไทย ทั้งสองประเทศแสดงความเข้าใจและรับพิจารณาข้อเสนอ
กระทรวงการต่างประเทศยังเตรียมนำประเด็นการละเมิดอนุสัญญาออตตาวาของกัมพูชาขึ้นหารือในการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาฯ ครั้งที่ 22 ที่กรุงเจนีวา ระหว่างวันที่ 1–5 ธันวาคม พร้อมเดินหน้าผลักดันความร่วมมือระดับภูมิภาคในการต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ โดยไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดประชุมรัฐมนตรีว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ในเดือนธันวาคมนี้
นายนิกรเดชย้ำว่า “ไทยดำเนินการทูตเชิงรุกในทุกกรอบอย่างทันท่วงที เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของชาติและประชาชน”


