
สถานการณ์เด่น
08.00 น. เกิดเหตุปะทะกันระหว่างทหารไทยกับทหารกัมพูชารอบที่ 4 บนภูมะเขือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ โดยมีเสียงปืนใหญ่และเสียงปืนดังเป็นชุด ราษฎรในหมู่บ้านซัมร่องอยู่ใกล้จุดปะทะต่างพากันวิ่งเข้าหลุมหลบภัยอย่างอลหม่าน
09.15 น. พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร. เข้าพบนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า เตรียมเสนอเรื่องให้ ครม.พิจารณาอนุมัติให้ประกาศใช้กฎหมายความมั่นคงเพื่อดูแลการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ รอบทำเนียบและรัฐสภา
11.00 น. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ กล่าวว่า รัฐบาลไม่ล้มเหลวนโยบายการต่างประเทศ พร้อมแจงสภาในเวทีศึกซักฟอกไม่ให้ราคาพรรคเพื่อไทยปล่อยข่าวนายกฯ เตรียมยุบสภาหนีศึกซักฟอก
12.30 น. กลุ่มแนวร่วมเกษตรกรไทยกว่า 500 คน เคลื่อนขบวนจากหน้าธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) มาบริเวณเชิงสะพานอรทัย เข้ายื่นหนังสือถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เร่งปลดหนี้สมาชิกกองทุนฟื้นฟูฯ
13.15 น. นายฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เรียกร้องให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) พิจารณาส่งกองกำลังรักษาสันติภาพของยูเอ็นมาประจำการบริเวณพื้นที่พิพาทชายแดนกัมพูชาและไทย เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุปะทะลุกลาม
13.30 น. นายสิงห์ชัย ทุ่งทอง สว.อุทัยธานี พร้อมคณะร่วมลงชื่อจำนวน 51 คน ได้ยื่นหนังสือต่อประธานวุฒิสภา ขอให้เปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติ สอดรับกับท่าทีของกลุ่ม 40 สว. ที่ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดการอภิปรายตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 161
14.00 น. เจ้าหน้าที่ทหารได้สั่งอพยพประชาชนในพื้นที่ 4 ตำบล ใน อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งอยู่ติดแนวชายแดนและเป็นพื้นที่ที่มีการปะทะกันระหว่างทหารไทยและกัมพูชาตั้งแต่ช่วงค่ำวันที่ 6 ก.พ. หลังจากที่ผลการเจรจาระหว่างทหารไทยและกัมพูชาไม่เป็นที่น่าพอใจ
14.30 น.นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา พร้อมด้วยสมาชิกวุฒิสภาร่วมกันอ่านแถลงการณ์กรณีสถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชา โดยระบุว่า วุฒิสภามีความเป็นห่วงสถานการณ์ดังกล่าว ให้กำลังใจทหารปฏิบัติหน้าที่ เตรียมระดมของช่วยเหลือชาวบ้าน
15.30 น. รัฐบาลไทยแถลงส่งหนังสือแจงยูเอ็นเหตุปะทะกัมพูชา แล้วยืนยันฝ่ายตรงข้ามเริ่มก่อน ลั่นไม่ยกปัญหาขึ้นเวทีนานาชาติ ขอแก้ไขระดับทวิภาคีเท่านั้น พร้อมเชิญทูต 16 ประเทศชี้แจงกรณีไทยถูกละเมิดอธิปไตย
16.00 น. นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ สั่งการให้กรมการค้าภายในไปทำแผนทั้งปีของการนำเข้านมผงจากต่างประเทศ รวมถึงปริมาณน้ำนมดิบภายในประเทศ เพื่อดูปริมาณและสต๊อกของสินค้าว่ามีเพียงพอหรือมีการกักตุนหรือไม่ ก่อนจะพิจารณาการปรับขึ้นราคาของสินค้ากลุ่มนม พร้อมทั้งยอมรับว่าขณะนี้ต้นทุนนมได้ปรับตัวสูงขึ้นมาก และ ครม.อนุมัติให้มีการปรับขึ้นราคาน้ำนมดิบตามที่เกษตรกรร้องขออีก 1 บาท/กก. หรือจาก 17 บาท/กก. เป็น 18 บาท/กก. จะทำให้ต้นทุนสินค้านมปรับตัวสูงขึ้นไปอีก
16.20 น. รมว.พาณิชย์ได้มอบหมายให้กรมการค้าภายในและองค์การคลังสินค้า (อคส.) เร่งเจรจานำเข้าน้ำมันปาล์มกึ่งบริสุทธิ์รอบสอง 1.2 แสนตัน ให้ทันก่อนวันที่ 20 ก.พ.นี้ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขาดช่วงและสินค้าขาดแคลน เพราะโควตานำเข้าน้ำมันปาล์มรอบแรก 3 หมื่นตัน จะหมดลงในวันที่ 20 ก.พ.นี้ และเชื่อมั่นว่าน้ำมันปาล์มจะเข้ามาทันโดยไม่เกิดปัญหาขาดแคลนแน่นอน ส่วนน้ำมันปาล์มนำเข้ารอบแรกจากมาเลเซีย 3 หมื่นตัน เริ่มผลิตและออกจำหน่ายสู่ท้องตลาดแล้ว คาดว่าหลังจากนี้จะกระจายออกวางจำหน่ายอย่างต่อเนื่องจนครบ 22 ล้านขวด
16.30 น. นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ในการประชุมคณะกรรมการร่วม 3 สถาบันภาคเอกชน (กกร.) ได้หารือถึงนโยบายประชาวิวัฒน์ของรัฐบาล ซึ่งเห็นว่ามีประเด็นที่กระทบต่อภาคธุรกิจ คือให้ผู้ที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 90 หน่วยต่อเดือน ใช้ไฟฟรี ซึ่งเกรงว่าหากให้ใช้ไฟฟรีจะมีผู้ที่ใช้ไฟไม่ถึง 90 หน่วย หันมาใช้ไฟเพิ่มขึ้นจนชนเพดาน 90 หน่วย จึงต้องการให้รัฐบาลพิจารณาที่ 4050 หน่วย เพื่อบรรเทาผลกระทบ โดยปัจจุบันมีครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 90 หน่วยต่อเดือนประมาณ 9 ล้านครัวเรือน คิดเป็นค่าไฟฟ้าต่อปี 1.5 หมื่นล้านบาท เป็นค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นสำหรับภาคอุตสาหกรรม 10 สตางค์ต่อหน่วย หากในจำนวนนี้หันมาใช้ไฟครบ 90 หน่วยต่อเดือนทั้งหมด จะคิดเป็นค่าไฟ 3 หมื่นล้านบาท เป็นค่าไฟที่เพิ่มขึ้น 22 สตางค์ ทำให้ภาระต้นทุนเพิ่มขึ้น 47%
17.00 น. นายอลงกรณ์ พลบุตร รมช.พาณิชย์ เปิดเผยว่า การปิดด่านชายแดนไทยกัมพูชา จะส่งผลกระทบกับการส่งออกไม่เกินร้อยละ 5 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด ขณะที่สินค้ายุทธปัจจัย เช่น ผ้าพันแผล ยารักษาโรค ได้มีการระงับการส่งออกแล้ว
สำหรับผลหารือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสมาคมที่เกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (เอสเอ็มอี) เพื่อรับมือกรณีที่จีนจะเข้ามาทำโครงการศูนย์ค้าส่งนานาชาติ ไทยจีนในไทยโดยได้ข้อสรุปที่จะจัดตั้งศูนย์แสดงสินค้าและกระจายสินค้าของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีของไทย ที่สนามบินดอนเมือง เพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน และช่วยส่งเสริมการค้าสินค้าไทย และจะศึกษาความเป็นไปได้ให้แล้วเสร็จภายใน 2 สัปดาห์ จากนั้นจะหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป







