
ตัดน้ำมันเขมร
ดีเดย์คุมสินค้ายุทธปัจจัยไปกัมพูชา
ดีเดย์คุมสินค้ายุทธปัจจัยไปกัมพูชา
นายอลงกรณ์ พลบุตร รมช.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้มีการระงับส่งออกสินค้ายุทธปัจจัยไปยังกัมพูชาแล้ว อาทิ ผ้าพันแผล ยารักษาโรค ฯลฯ
“ข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ปีที่แล้ว พบว่าไทยกับกัมพูชาค้าขายกันประมาณ 5 หมื่นล้านบาท เป็นการค้าชายแดนถึง 4 หมื่นล้านบาท เป็นการส่งออกที่ด่านสระแก้ว 53.8%” นายอลงกรณ์ กล่าว
แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า การสั่งห้ามส่งออกยุทธปัจจัยจะมีผลครอบคลุมให้ยุติการส่งออกน้ำมันและก๊าซหุงต้มไปยังกัมพูชาด้วย หากทางกองทัพมีหนังสือมายังกระทรวงพลังงาน ทางกระทรวงก็จะออกประกาศต่อไป
“ปัจจุบันมีภาคเอกชนไทยทำธุรกิจโรงบรรจุก๊าซหุงต้มในกัมพูชาเพียง 12 ราย คือ บริษัท สยามแก๊ส และบริษัท ปตท. ซึ่งร่วมทุนกับภาคเอกชนของกัมพูชา ทั้งสองบริษัทยังสามารถทำธุรกิจต่อไปได้ เพียงแต่ต้องหาซื้อก๊าซฯ จากที่อื่นแทน” แหล่งข่าวเปิดเผย
อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าการประสานงานเรื่องนี้ยังไม่เรียบร้อย เพราะนายพีระพล สาครินทร์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวว่า ยังไม่ได้สั่งระงับการส่งออกน้ำมันและก๊าซหุงต้มอย่างเป็นทางการ
ปัจจุบันไทยส่งออกน้ำมันไปยังกัมพูชากว่า 400 ล้านลิตรต่อปี เป็นน้ำมันเบนซิน 91 และ 95 จำนวน 184.4 ล้านลิตร น้ำมันเครื่องบิน 30.5 ล้านลิตร น้ำมันเตา 79.7 ล้านลิตร และน้ำมันดีเซล 134 ล้านลิตร พร้อมยังส่งออกก๊าซหุงต้มให้อีก โดยในปี 2553 ส่งออกจำนวน 3,408 ตัน
นายปรัชญา ภิญญาวัธน์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บริษัท ปตท. กล่าวว่า ปตท.ยังไม่ได้สั่งปิดปั๊มน้ำมันในกัมพูชาและไม่ได้อพยพคนกลับ แต่ก็มีแผนเตรียมพร้อมไว้ตลอด ปตท. มีปั๊มน้ำมันตัวแทนจำหน่าย 6 แห่ง ยอดขายประมาณ 1.31.4 ล้านลิตรต่อเดือน
ด้านนายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า นักลงทุนไทยในกัมพูชาได้ชะลอการลงทุนออกไปก่อนเพื่อรอดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากสถานการณ์ทวีความรุนแรงขึ้น ก็จะเคลื่อนย้ายผู้บริหารและแรงงานไทยกลับมา
“ปัจจุบันเอกชนไทยไปลงทุนทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่รวมมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท เป็นอุตสาห กรรมเกษตร สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม วัสดุก่อสร้าง โรงแรม และร้านอาหาร” นายพยุงศักดิ์ กล่าว







