
ต้นทุนผลิตพุ่ง7%อุ้มค่าไฟให้รัฐ
กกร.ร้องแบกค่าไฟฟ้า 90 หน่วย ต้นทุนขึ้น 7% หวั่นคนใช้เพิ่ม ส่วนแอลพีจีถกพลังงาน ชะลอลอยตัว 2 ปี
กกร.ร้องแบกค่าไฟฟ้า 90 หน่วย ต้นทุนขึ้น 7% หวั่นคนใช้เพิ่ม ส่วนแอลพีจีถกพลังงาน ชะลอลอยตัว 2 ปี
นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการร่วม 3 สถาบันภาคเอกชน (กกร.) ประกอบด้วย ส.อ.ท. สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ว่า ที่ประชุมได้หารือผลกระทบต่อเอกชนจากนโยบายประชาวิวัฒน์ของรัฐบาล
ทั้งนี้ ภาคเอกชนเห็นด้วยในหลักการ แต่หากให้เอกชนรับภาระค่าไฟฟ้าฟรี 90 หน่วยต่อเดือน จะทำให้ค่าไฟฟ้าภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 10 สตางค์ต่อหน่วย ถ้า 9 ล้านครัวเรือนหันมาใช้ไฟฟ้าเต็ม 90 หน่วยทั้งหมด จะเป็นค่าไฟฟ้าประมาณ 3 หมื่นล้านบาท เฉลี่ยต้นทุนค่าไฟฟ้าภาคอุตสาหกรรมเพิ่ม 22 สตางค์ หรือต้นทุนขึ้น 47%
ดังนั้น ภาคธุรกิจจึงเสนอให้รัฐบาลลดเพดานการใช้ไฟฟ้าฟรีลงมาเหลือ 4050 หน่วย เพื่อให้ผู้ใช้ไฟฟ้าฟรีประมาณ 9 ล้านครัวเรือน ซึ่งบางรายใช้ไฟฟ้าไม่ถึง 90 หน่วย ไม่ใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจนถึงเพดาน ไม่ถึง ผู้ที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 90 หน่วยต่อเดือนใช้ไฟฟรี ซึ่งเอกชนเกรงว่าหากให้ใช้ไฟฟรี จะมีผู้ที่ใช้ไฟไม่ถึง 90 หน่วย หันมาใช้ไฟเพิ่มขึ้นจนชนเพดาน 90 หน่วย ส่งผลต่อต้นทุนค่าไฟฟ้าของผู้ประกอบการ จึงต้องการให้รัฐบาลพิจารณาที่ 4050 หน่วย เพื่อบรรเทาผลกระทบ
ในปัจจุบันมีครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 90 หน่วยต่อเดือนประมาณ 9 ล้านครัวเรือน คิดเป็นค่าไฟฟ้าต่อปี 1.5 หมื่นล้านบาท เป็น
ดังนั้น จึงต้องการให้รัฐบาลพิจารณาทบทวนให้แน่ชัดอีกครั้ง เนื่องจากภาคอุตสาหกรรมใช้ไฟฟ้าเป็นปัจจัยการผลิตหลัก หากมีภาระต้นทุนเพิ่มขึ้นจะบั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขันได้
“ตอนนี้รัฐบาลประกาศออกมาเป็นนโยบาย แต่ยังไม่ประกาศโครงสร้างค่าไฟ ทางเอกชนจึงต้องการนำเสนอผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรม ตัวเลข 4050 หน่วยก็เป็นแนวคิดเท่านั้นว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ ส่วนเรื่องนโยบายก็เห็นด้วยที่รัฐบาลจะเข้ามาดูแลประชาชนที่มีรายได้น้อย แต่การดูแลต้องมีหลักการที่ดีด้วย เช่น ส่งเสริมให้ประหยัดพลังงาน ใช้ไฟอย่างคุ้มค่า” นายพยุงศักดิ์ กล่าว
สำหรับมาตรการการลอยตัวราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) เอกชนต้องการให้ชะลอการลอยตัวเต็มรูปแบบออกไป 12 ปี โดยจะนำเรื่องหารือกับกระทรวงพลังงานในวันที่ 16 ก.พ.นี้โดยระหว่างนี้ให้ทยอยขึ้นราคาไ เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมปรับตัว ซึ่งข้อเสนอดังกล่าวส.อ.ท.จะนำไปหารือร่วมกับกระทรวงพลังงานอีกครั้งในวันที่ 16 ก.พ.นี้เพราะหากลอยตัวทีเดียวจากราคา 330 เหรียญสหรัฐต่อตัน จะพุ่งไปอยู่ที่ 900 เหรียญสหรัฐต่อตัน ซึ่งผู้ประกอบการเดือดร้อนอย่างแน่นอน โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่ใช้แอลพีจีเป็นเชื้อเพลิงมาก ตามนโยบายเดิมของรัฐบาลที่ส่งเสริมการใช้แอลพีจี
“เอกชนเห็นด้วยกับการลอยตัวสะท้อนราคาตลาดโลก แต่รัฐบาลจำเป็นต้องให้ระยะเวลาปรับตัว หาเชื้อเพลิงทางเลือกอื่นๆ มาให้ใช้แทน รวมถึงสนับสนุนเงินทุนสำหรับการปรับเปลี่ยนเครื่องจักร เป็นต้น” นายพยุงศักดิ์ กล่าว
สำหรับสัดส่วนการใช้แอลพีจีในปัจจุบันแบ่งเป็นใช้ในภาคครัวเรือน 47% ภาคขนส่ง 14% ใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี 27% และใช้เป็นเชื้อเพลิงในภาคอุตสาหกรรม 12% โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเซรามิก แก้วและกระจก อาหาร พลาสติก ยาง เป็นต้น







