ดร.ณัฏฐ์ เตือน ข้อตกลงสันติภาพไทย–กัมพูชา ต้องผ่านรัฐสภา
ดร.ณัฏฐ์ วงศ์เนียม เตือน ข้อตกลงสันติภาพไทย–กัมพูชา ต่อหน้า “ทรัมป์” หากมีเนื้อหาเกี่ยวข้องเสียดินแดน หรือกระทบมั่นคง–เศรษฐกิจ ต้องขอความเห็นชอบรัฐสภา
KEY
POINTS
- ดร.ณัฏฐ์ วงศ์เนียม ชี้ว่าข้อตกลงสันติภาพไทย-กัมพูชา หากมีเนื้อหาเกี่ยวกับอาณาเขตหรือกระทบต่อความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคม จะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 178
- นายกรัฐมนตรีต้องนำข้อตกลงดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาภายใน 60 วัน ซึ่งหากไม่ได้รับความเห็นชอบ ข้อตกลงจะไม่มีผลผูกพันและตกไป
- มีการเตือนให้ระวังข้อตกลงอาจกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองหรือเอื้อประโยชน์เฉพาะกลุ่ม เช่น ธุรกิจชายแดน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่ออธิปไตยของชาติ
ดร.ณัฏฐ์ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน ให้ความเห็นถึงกรณีที่ไทยและกัมพูชาลงนาม “ข้อตกลงสันติภาพ” ในการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ โดยมีนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ร่วมเป็นสักขีพยาน ว่าการลงนามลักษณะนี้อาจมีผลผูกพันต่อรัฐ จึงต้องตรวจสอบรายละเอียดตามรัฐธรรมนูญอย่างรอบคอบ
ดร.ณัฏฐ์ระบุว่า หากข้อตกลงดังกล่าวมี “เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับอาณาเขตไทย” หรือ “ส่งผลกระทบต่อความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคม” ถือเป็นหนังสือสัญญาที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาตาม รัฐธรรมนูญมาตรา 178 ก่อนมีผลบังคับใช้ หากรัฐสภาไม่เห็นชอบ ข้อตกลงจะตกไปโดยอัตโนมัติ
ดร.ณัฏฐ์ อธิบายว่า แม้นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหารมีอำนาจลงนามได้ แต่หากเนื้อหาเข้าข่ายเปลี่ยนแปลงอาณาเขตหรือสิทธิอธิปไตย ต้องนำเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาภายใน 60 วัน เพื่อให้เป็นไปตามกระบวนการตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ
ดร.ณัฏฐ์ ย้ำว่า การใช้เวทีอาเซียนเป็นพื้นที่ลงนามสันติภาพถือเป็นสัญญาณที่ดี แต่ต้องระวังไม่ให้กลายเป็น “ข้อตกลงเชิงผลประโยชน์” หรือ “เกมทางการเมือง” ที่อาจกระทบอธิปไตยของชาติ เช่น การเปิดด่านเพื่อเอื้อธุรกิจชายแดนหรือขบวนการสแกมเมอร์
ดร.ณัฏฐ์ยังเตือนให้ย้อนบทเรียนจากอดีต เมื่อรัฐบาลประกาศเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยไม่ผ่านรัฐสภา ทำให้ข้อตกลงนั้นเป็นโมฆะ และไทยหลุดพ้นจากการเป็นผู้แพ้สงคราม จึงเห็นว่าการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญคือหลักประกันไม่ให้เกิดความผิดพลาดซ้ำ


