
‘บวรศักดิ์’ แจงไทม์ไลน์ประชามติ รัฐธรรมนูญ รัฐบาลยึดตามกรอบเดิม
“บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย เผยไทม์ไลน์ทำประชามติรัฐธรรมนูญ หากรัฐบาลอยู่ไม่ครบวาระไม่กระทบกระบวนการ เว้นกรณียุบสภาต้องเริ่มใหม่
KEY
POINTS
- นายบวรศักดิ์ยืนยันว่ารัฐบาลยังคงยึดไทม์ไลน์การเมืองเดิม โดยคาดว่าจะยุบสภาในวันที่ 31 ม.ค. 2569 และจัดการเลือกตั้งทั่วไป 29 มี.ค. 2569
- การทำประชามติอาจจัดขึ้นพร้อมกับการเลือกตั้งเพื่อประหยัดงบประมาณ โดยจะมีคำถามหลัก 1-2 ข้อ ขึ้นอยู่กับว่าร่างรัฐธรรมนูญจะแล้วเสร็จทันหรือไม่
- กระบวนการจัดทำประชามติจะไม่ได้รับผลกระทบหากรัฐบาลอยู่ไม่ครบวาระ แต่จะสิ้นสุดลงทันทีหากมีการยุบสภาเกิดขึ้น
เมื่อวันที่ 16 ต.ค. 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย แถลงความคืบหน้าและไทม์ไลน์การจัดทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยยืนยันว่าหากรัฐบาลอยู่ไม่ครบวาระจะไม่กระทบกระบวนการ เว้นแต่กรณียุบสภาซึ่งถือว่ากระบวนการสิ้นสุด และรัฐบาลใหม่สามารถหยิบยกเรื่องกลับมาพิจารณาได้ภายใน 60 วัน
นายบวรศักดิ์กล่าวว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของรัฐสภา ไม่ใช่รัฐบาล แต่รัฐบาลจะให้การสนับสนุนในด้านกฎหมายและงบประมาณ พร้อมระบุว่าหากกฎหมายประชามติฉบับใหม่ยังไม่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ภายในกำหนด 90 วัน (ครบกำหนด 3 พ.ย. 2568) อาจต้องใช้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564 ซึ่งจะทำให้ไทม์ไลน์ดำเนินการเร็วขึ้นประมาณหนึ่งเดือน
ทั้งนี้ การจัดทำประชามติจะมีคำถามหลัก 2 ข้อ คือ เห็นด้วยหรือไม่กับการทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ และเห็นด้วยหรือไม่กับวิธีการ ขั้นตอน และสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญ แต่หากร่างรัฐธรรมนูญยังไม่แล้วเสร็จ จะใช้เพียงคำถามเดียวคือ “เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ”
รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายระบุว่า หากครบกำหนด 90 วันแล้วไม่มีการพระราชทานลงมา สภามีอำนาจเรียกประชุมตามมาตรา 146 ของรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ควรคาดเดา เพราะโดยสถิติที่ผ่านมา พระราชบัญญัติส่วนใหญ่ทรงโปรดเกล้าฯ ลงมาทั้งหมด ยกเว้นมีปัญหาทางเทคนิค เช่น ถ้อยคำผิดพลาด
สำหรับไทม์ไลน์ทางการเมืองที่รัฐบาลยึดตามกรอบเดิมคือ เริ่มนับหนึ่งเมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2568 คาดว่ายุบสภาในวันที่ 31 ม.ค. 2569 และจัดการเลือกตั้งทั่วไปภายใน 60 วัน ซึ่งจะตรงกับวันที่ 29 มี.ค. 2569 เว้นแต่มีการเปลี่ยนแปลงในบันทึกความเข้าใจ (MOA) หรือสถานการณ์การเมืองที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
ส่วนข้อกังวลว่าร่างรัฐธรรมนูญของพรรคประชาชนซึ่งถูกใช้เป็นร่างหลักอาจเปิดช่องให้แก้ไขหมวด 1 และหมวด 2 นายบวรศักดิ์กล่าวว่า ต้องรอดูผลพิจารณาในวาระ 3 จึงจะทราบแน่ชัดว่าร่างสุดท้ายจะเป็นของพรรคใด
ทั้งนี้ หากมีการร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญภายหลังผ่านวาระ 3 ว่าขัดต่อคำวินิจฉัยเดิม การทำประชามติอาจเหลือเพียงคำถามเดียวคือ “เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” โดยคาดว่าจะจัดพร้อมการเลือกตั้งวันที่ 29 มี.ค. 2569 เพื่อประหยัดงบประมาณรัฐ
นายบวรศักดิ์ยังตอบข้อสงสัยกรณีศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยไม่ให้เลือกตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) โดยตรงว่า ไม่ถือว่าขัดรัฐธรรมนูญ เพราะสามารถเลือกตั้งโดยอ้อมได้ตามหลักยึดโยงประชาชน พร้อมชี้ว่าศาลรัฐธรรมนูญสามารถพิจารณาเกินคำขอได้ในคดีมหาชน เนื่องจากเป็นเรื่องสิทธิส่วนรวม ไม่ใช่คดีแพ่งหรืออาญาที่จำกัดกรอบคำขอเฉพาะบุคคล
ท้ายที่สุด นายบวรศักดิ์กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีเหตุให้เปลี่ยนแปลงไทม์ไลน์ แต่ยอมรับว่าสถานการณ์การเมืองมีความไม่แน่นอนสูง และทุกอย่างขึ้นอยู่กับเสถียรภาพของรัฐบาลในช่วงเดือนสุดท้ายก่อนเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง.







