
"เพื่อไทย–ประชาธิปัตย์"ฟื้นหรือร่วงในสมรภูมิเลือกตั้งใหม่
“เพื่อไทย” “ประชาธิปัตย์” ต่างเดิมพันครั้งใหญ่เพื่อความอยู่รอด—ฝ่ายแรกยกเครื่องหวังทวงคืน 200 ที่นั่ง อีกฝ่ายฝากศรัทธาไว้กับการ “คัมแบ็ก” ของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
KEY
POINTS
- พรรคเพื่อไทยกำลังปรับโครงสร้างและรีแบรนด์ครั้งใหญ่หลังพ่ายแพ้เลือกตั้งปี 2566 โดยตั้งเป้าหมายทวงคืน 200 ที่นั่งเพื่อพิสูจน์ศรัทธาจากประชาชนอีกครั้ง
- พรรคประชาธิปัตย์เผชิญวิกฤตครั้งประวัติศาสตร์ และกำลังเดิมพันอนาคตพรรคกับการกลับมาของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพื่อฟื้นฟูความนิยมที่ตกต่ำ
- ทั้งสองพรรคกำลังเผชิญความท้าทายในการปรับตัวให้เข้ากับภูมิทัศน์การเมืองใหม่ ที่ต้องแข่งขันกับพรรคเกิดใหม่และตอบสนองความคาดหวังของคนรุ่นใหม่
เพื่อไทยยุครีแบรนด์ – เดิมพัน 200 ที่นั่งหลังพ่ายครั้งประวัติศาสตร์
หลังการเลือกตั้งปี 2566 ที่พรรคเพื่อไทยพ่ายแพ้อย่างไม่คาดคิด สูญเสียตำแหน่งพรรคอันดับหนึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 22 ปี พรรคจึงเข้าสู่ภาวะ “ทบทวนตัวเอง” อย่างหนัก ผลคะแนนเพียง 10.9 ล้านเสียง และ ส.ส. 141 ที่นั่ง กลายเป็นแรงกระตุ้นให้ต้องยกเครื่องพรรคทั้งระบบ
การปรับยุทธศาสตร์เริ่มจากการ “จัดโครงสร้างใหม่” เสริมบทบาทคณะกรรมการยุทธศาสตร์ แบ่งงานบริหารเป็น 5 ภูมิภาค และรื้อฟื้นแนวคิด “ตาดูดาว เท้าติดดิน” เพื่อสื่อสารอุดมการณ์ดั้งเดิมของทักษิณ ชินวัตร กลับสู่ฐานเสียงเดิมในชนบท ขณะเดียวกัน แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรค กำลังเผชิญแรงกดดันให้สร้างภาพพรรคที่เป็น “สถาบัน” ไม่ใช่ “พรรคตระกูล”
อย่างไรก็ดี ความเปลี่ยนแปลงยังถูกวิจารณ์ว่าผิวเผิน เพราะรายชื่อทีมบริหารและผู้สมัครยังคงหมุนเวียนในกลุ่มเดิม ขาดบุคลากรรุ่นใหม่ที่สร้างพลังทางสังคมได้จริง การรีแบรนด์จึงอาจเป็นเพียง “เปลือก” มากกว่าการเปลี่ยนโครงสร้างเชิงอุดมการณ์
ภารกิจ “เดิมพัน 200 ที่นั่ง” ถูกมอบหมายให้สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ในฐานะผู้อำนวยการเลือกตั้ง เขาเชื่อว่ากระแสพรรคประชาชนเริ่มอิ่มตัวและเปิดช่องให้เพื่อไทยทวงคืนพื้นที่ โดยเฉพาะในเขตที่แพ้แบบเฉียดฉิวในภาคเหนือและอีสาน แต่การประเมินภาคสนามกลับชี้ตรงกันว่า ฐานที่มั่นในเชียงใหม่และอีสานใต้ยังสั่นคลอนจากแรงดูดของภูมิใจไทยและพรรคใหม่ที่เน้นคนรุ่นกลางเมือง
สรุปแล้ว “เดิมพัน 200 ที่นั่ง” จึงไม่ใช่เพียงตัวเลขทางการเมือง แต่เป็นบทพิสูจน์ว่าเพื่อไทยจะสร้างความเชื่อมั่นใหม่ได้หรือไม่ หลังจากความนิยมที่ยืนยงมาสองทศวรรษเริ่มร่วงลงอย่างต่อเนื่อง
ประชาธิปัตย์–เดิมพันสุดท้ายในนาม “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”
จากพรรคหลักฝ่ายประชาธิปไตย สู่พรรคที่ได้เพียง 25 ที่นั่ง และเสียงบัญชีรายชื่อไม่ถึงล้าน คะแนนตกต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ พรรคประชาธิปัตย์จึงเข้าสู่จุดหัวเลี้ยวหัวต่อที่อาจชี้ชะตาความอยู่รอด การเลือกหัวหน้าพรรคในวันที่ 18 ตุลาคม 2568 จึงมีความหมายยิ่งกว่าการเปลี่ยนคน – มันคือการเลือก “เส้นทางใหม่” ของพรรค
กระแส “อภิสิทธิ์ คัมแบ็ก” ก่อตัวอย่างเข้มข้น เมื่ออดีตหัวหน้าพรรคผู้เคยพาพรรคชนะใจคนเมืองและภาคใต้ ถูกเรียกร้องให้กลับมาฟื้นศรัทธา โดยมี “ชวน หลีกภัย” สนับสนุนอย่างเปิดเผย และ “เฉลิมชัย ศรีอ่อน” ยอมหลีกทางให้ ข้อมูลเปรียบเทียบชัดเจนว่า ยุคอภิสิทธิ์นำพรรคได้ถึง 50 ที่นั่งและกว่า 4 ล้านเสียง (ปี 2562) ขณะที่ยุคหลังมีเพียง 25 ที่นั่งและเสียงลดลงเหลือไม่ถึงล้าน
ยุทธศาสตร์หลักของอภิสิทธิ์คือ “เลือดไหลกลับ” ดึงอดีต ส.ส. คนสำคัญ เช่น กอบศักดิ์ สภาวสุ, สาธิต ปิตุเตชะ, สกลธี ภัททิยกุล กลับมาร่วมพรรค พร้อมเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่เข้ามาแทนที่ ส.ส. อาวุโสในบัญชีรายชื่อ เพื่อปรับภาพลักษณ์สู่พรรคยุคใหม่แต่ยังคงรากฐานความเป็น “พรรคอุดมการณ์” ผ่านการรักษาบทบาทของ “ชวน หลีกภัย” ไว้เป็นเสาหลัก
แต่เส้นทางฟื้นฟูไม่ง่าย เพราะฐานเสียงภาคใต้ยังถูกช่วงชิงโดยพรรคภูมิใจไทยและรวมไทยสร้างชาติ ขณะที่คนเมืองโดยเฉพาะในกรุงเทพฯ เริ่มเทคะแนนให้พรรคแนวใหม่อย่างพรรคประชาชน การกลับมาของอภิสิทธิ์จึงต้องเผชิญโจทย์ใหญ่สองข้อ — จะดึงคนรุ่นใหม่กลับมาร่วมอุดมการณ์ได้อย่างไร และจะทำให้คำว่า “ประชาธิปัตย์” มีความหมายในสังคมที่เปลี่ยนไปหรือไม่
สมรภูมิใหม่ – ฟื้นฟูหรือร่วงโรยในภูมิทัศน์การเมืองยุคเปลี่ยน
ทั้งเพื่อไทยและประชาธิปัตย์กำลังเดินเข้าสู่ “การทดสอบครั้งสุดท้าย” ที่จะชี้วัดว่าพวกเขายังมีที่ยืนในสมรภูมิการเมืองใหม่หรือไม่ ภูมิทัศน์การเมืองไทยหลังปี 2566 ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์แบบเดิม หากแต่ถูกนิยามด้วย “การเมืองของความคาดหวัง” และ “ผลงานจับต้องได้”
พรรคเพื่อไทยเลือกเดิมพันด้วยนโยบายเศรษฐกิจมหาชน อาทิ“บ้านล้านหลังเฟส 2” หวังฟื้นศรัทธาฐานรากผ่านนโยบายที่สร้างผลทันตา ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์เลือกเดิมพันด้วย “ผู้นำคนเดิม” ที่มีเครดิตด้านความซื่อสัตย์และภาพลักษณ์สะอาด เพื่อดึงคะแนนศรัทธากลับคืนมา
แต่ในโลกการเมืองยุคใหม่ ซึ่งพรรคเกิดใหม่อย่าง “พรรคประชาชน” และ “พรรคกล้าธรรม” ใช้โซเชียลมีเดียและการสื่อสารตรงถึงประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ การฟื้นตัวของพรรคเก่าอาจไม่เพียงต้องปรับยุทธศาสตร์ แต่ต้อง “เปลี่ยนวิธีคิด” เกี่ยวกับบทบาทของพรรคการเมืองในศตวรรษใหม่
ในที่สุด ไม่ว่าจะฟื้นหรือร่วง สองพรรคนี้ยังคงเป็น “สถาบันการเมือง” ที่หล่อหลอมประชาธิปไตยไทยมานานกว่าครึ่งศตวรรษ แต่ความท้าทายคือจะรักษาความเป็นสถาบันนั้นไว้ได้หรือไม่ ในวันที่คนรุ่นใหม่มองว่าพรรคเก่าคือภาพแทนของอดีตที่ไม่ตอบโจทย์อนาคต
เพื่อไทยเดิมพัน 200 ที่นั่ง ประชาธิปัตย์เดิมพันการกลับมาของอภิสิทธิ์ ทั้งคู่ต่างยืนอยู่บนเส้นทางสองแพร่ง—จะฟื้นคืนชีพได้อีกครั้ง หรือร่วงโรยไปพร้อมยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง.







