posttoday
เงินเฟ้อบ้างก็ได้ แต่ที่สำคัญคือรายได้ต้องเพิ่มด้วย

เงินเฟ้อบ้างก็ได้ แต่ที่สำคัญคือรายได้ต้องเพิ่มด้วย

07 กุมภาพันธ์ 2554

...พรเทพ ชูพันธุ์  ([email protected]) EIC Economic Intelligence Center ธนาคารไทยพาณิชย์

ช่วงนี้ข่าวที่เป็นเรื่องใกล้ตัวทุกคนและกำลังเป็นที่กังวลหรือกล่าวถึงมากที่สุดเรื่องหนึ่งก็คือ การเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ หรือที่เรียกว่าเงินเฟ้อ ซึ่งเท่าที่อ่านดูรู้สึกว่าหลายๆ ฝ่ายมักมองว่าเงินเฟ้อเป็นเรื่องน่ากลัว หรือเป็นสิ่งไม่ดี ต้องแก้ไขให้หมดไป ซึ่งในวันนี้อยากขอนำเสนอมุมมองที่ต่างออกไปสักเล็กน้อยว่า เงินเฟ้ออาจไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายเสมอไป เพราะไม่ใช่ทุกคนที่เสียประโยชน์จากเงินเฟ้อ และอันที่จริงเงินเฟ้อในระดับที่เหมาะสมก็ยังช่วยลดความเสี่ยงจากปัญหาเงินฝืด ซึ่งมีโอกาสที่จะส่งผลร้ายแรงต่อเศรษฐกิจมากกว่าเงินเฟ้อ นอกจากนี้ความพยายามในการแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อด้วยการออกมาตรการต่างๆ หากไม่ระวังให้ดีหรือมีการบิดเบือนกลไกตลาด ก็มักทำให้เกิดผลข้างเคียงอันไม่พึงประสงค์ตามมา ดังนั้นหนทางแก้ไขจึงไม่ควรจะมุ่งเน้นอยู่แต่กับการกดราคาสินค้า ซึ่งเป็นอะไรที่ไม่น่าจะยั่งยืน แต่น่าจะมองในอีกมุมด้วยว่า เราควรต้องเน้นการเพิ่มรายได้ด้วย เพราะที่ผ่านมารายได้ของแรงงานไทยเพิ่มขึ้นน้อยมาก และหากแก้ปัญหาตรงนี้ได้ เศรษฐกิจก็จะอยู่ในภาวะที่รายได้ของแรงงานขยายตัวตามการเติบโตของเศรษฐกิจ ภายใต้ระดับเงินเฟ้อที่เหมาะสม ซึ่งน่าจะเป็นการแก้ไขปัญหาค่าครองชีพได้อย่างสมดุลและยั่งยืน

หลายคนบอกว่าเงินเฟ้อทำให้คนส่วนใหญ่ของประเทศลำบาก ซื้อของกินของใช้ได้ปริมาณน้อยลง โดยเฉพาะผู้มีรายได้คงที่อย่างผู้ฝากเงินออมกินดอกเบี้ย ซึ่งก็จริง แต่เหรียญย่อมมีสองด้าน เมื่อมีผู้เสียประโยชน์ก็ย่อมมีผู้ได้ประโยชน์จากเงินเฟ้อเช่นกัน ที่ใกล้ตัวที่สุดก็คือคนที่เป็นหนี้ทั้งหลาย ซึ่งอาจได้ประโยชน์จากเงินเฟ้อบ้าง เพราะยิ่งเงินเฟ้อสูงขึ้น หนี้สินก็จะมีมูลค่าแท้จริงลดลง เพื่อให้เห็นภาพ สมมติว่าท่านยืมเงินมา 1 หมื่นบาท เมื่อ 10 ปีก่อน โดยจ่ายดอกเบี้ยปีละ 1,000 บาท (10%) ทุกปีตลอดช่วงที่ผ่านมา หากท่านมองย้อนกลับไปจะพบว่าในปีแรกๆ เงิน 1,000 บาท ที่ต้องนำไปจ่ายดอกเบี้ยดูจะเป็นอะไรที่มีค่ามาก แต่ในปีหลังๆ ท่านอาจรู้สึกว่าเงิน 1,000 บาท นั้นดูไม่ได้มากมายเท่าไรแล้ว เช่นเดียวกับเงินต้น 1 หมื่นบาท ที่เป็นจำนวนเงินที่ดูเยอะมากเมื่อ 10 ปีที่แล้ว แต่ในวันนี้เงินต้นดังกล่าวก็ดูจะไม่ใช่จำนวนเงินที่มากมายอะไร ทั้งนี้เป็นเพราะผลของเงินเฟ้อที่ทำให้หนี้สินของท่านดูด้อยค่าลงเมื่อเทียบกับค่าครองชีพหรือสินค้าต่างๆ รอบตัวเราในปัจจุบันนั่นเอง

อีกอย่างหนึ่งที่บ่งบอกว่าเงินเฟ้อในระดับต่ำๆ จริงๆ แล้วก็ไม่ใช่สิ่งเลวร้ายนักก็คือ การที่ธนาคารกลางในหลายประเทศตั้งเป้าหมายเงินเฟ้อที่เป็นบวกเล็กน้อย อย่างธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็มีเป้าหมายเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 0.53.0% ต่อปี ซึ่งถ้าเงินเฟ้อเป็นสิ่งเลวร้ายมากมาย ธนาคารกลางก็น่าจะกำหนดอัตราเงินเฟ้อเป้าหมายเท่ากับศูนย์ไปเลย แต่เหตุที่ธนาคารกลางกำหนดเป้าหมายเงินเฟ้อเป็นบวกเล็กน้อย ก็เพราะสิ่งที่น่ากลัวกว่าเงินเฟ้อก็คือปัญหาเงินฝืด เพราะอาจทำให้เกิดวงจรอุบาทว์ (Downward Spiral) เช่น หากเกิดสภาวะเงินฝืด ราคาสินค้ามีแนวโน้มลดลง ผู้ซื้อที่คาดว่าราคาจะลดลงอาจมีการชะลอการซื้อออกไปเพื่อรอซื้อของถูก เมื่อของเริ่มขายไม่ออก ผู้ผลิตก็ต้องตัดราคาลงและต้องหันมาลดต้นทุนลงด้วย ซึ่งอาจหมายถึงการลดการผลิตหรือลดค่าใช้จ่ายในการจ้างงาน ทำให้คนตกงานมากขึ้น กำลังซื้อของคนก็ยิ่งหดหาย สินค้าก็ยิ่งขายได้น้อย ส่งผลต่อเนื่องให้ผู้ผลิตต้องลดราคาสินค้า ลดการผลิต และลดต้นทุนลงไปอีก วนเวียนเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ซึ่งจะส่งผลเสียหายต่อเศรษฐกิจอย่างมาก

นอกจากนี้ ความพยายามในการแก้ปัญหาเงินเฟ้อด้วยวิธีการบิดเบือนกลไกตลาดต่างๆ มักก่อให้เกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ตามมา ขอยกตัวอย่างสิ่งใกล้ตัวที่กำลังเป็นประเด็นร้อนในตอนนี้ อย่างการควบคุมราคาน้ำมันปาล์ม ซึ่งได้รับการอนุมัติให้ปรับขึ้นราคาจาก 38 บาทต่อลิตร เป็น 47 บาทต่อลิตร ซึ่งแม้จะฟังดูเป็นการปรับเพิ่มขึ้นถึงกว่า 20% แต่ก็ยังไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ซึ่งทำให้เกิดภาวะการขาดแคลนน้ำมันปาล์มตามมา ทั้งนี้เป็นเพราะราคาผลปาล์มน้ำมันในท้องตลาดขณะนี้เพิ่มสูงขึ้นมากจนทำให้ราคาน้ำมันปาล์มกึ่งบริสุทธิ์ ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำหรับการผลิตน้ำมันปาล์มบรรจุขวดมีราคาสูงขึ้นเป็นกิโลกรัมละ 5060 บาท ซึ่งเมื่อรวมต้นทุนการผลิตอื่นๆ เช่น ค่าบริหารจัดการ การผลิต การบรรจุขวด และขนส่ง ก็จะทำให้ต้นทุนราคาน้ำมันปาล์มบรรจุขวดอยู่ในระดับที่สูงกว่า 50 บาทต่อลิตร แม้แต่น้ำมันปาล์มกึ่งบริสุทธิ์ที่นำเข้าจากมาเลเซียแม้จะมีราคาต่ำกว่าในเมืองไทย แต่เมื่อรวมค่าขนส่งทางไกลและต้นทุนการผลิตอื่นๆ แล้ว ราคาต้นทุนการผลิตก็ยังสูงกว่า 50 บาทอยู่ดี เห็นได้ว่าต้นทุนน้ำมันปาล์มบรรจุขวดตอนนี้สูงกว่าราคาขายที่ทางการกำหนด จึงไม่น่าแปลกใจที่น้ำมันปาล์มบรรจุขวดจะขาดตลาด เพราะหากท่านเป็นผู้ผลิตน้ำมันปาล์มบรรจุขวดและถูกกำหนดให้ขายต่ำกว่าทุน ท่านก็คงจะต้องปรับลดปริมาณการผลิตลง (ยิ่งผลิตมากยิ่งขาดทุนมาก) เพื่อไม่ให้บริษัทของท่านแปลงสภาพเป็นองค์กรการกุศลไปโดยไม่ตั้งใจ

สำหรับการแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อด้วยการขึ้นอัตราดอกเบี้ย ก็ใช่ว่าจะได้ผลเสมอไป ยกตัวอย่างราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้นอันเกิดจากปัญหาการจลาจลที่อียิปต์ในขณะนี้ ส่งผลให้ประเทศไทยซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมันต้องเจอกับต้นทุนราคาพลังงานที่แพงขึ้น ก่อให้เกิดเงินเฟ้อแบบ CostPush inflation ซึ่งต่อให้ ธปท.ขึ้นดอกเบี้ยอีกแค่ไหน ก็ไม่น่าจะช่วยให้ปัญหาในอียิปต์คลี่คลายหรือราคาน้ำมันในตลาดโลกลดลงแต่อย่างใด นอกจากนี้ยังอาจทำให้การฟื้นตัวของการบริโภคและการลงทุนในประเทศชะลอลงด้วย เพราะผู้ประกอบการจะถูกบีบทั้งจากต้นทุนพลังงานและต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มสูงขึ้นพร้อมๆ กัน

ดังนั้น แทนที่เราจะเน้นการกดราคาสินค้าให้ต่ำผิดปกติ หรือเน้นการขึ้นดอกเบี้ยที่อาจไม่ได้ช่วยให้ราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ ในตลาดโลกลดลงเท่าไรนัก อีกทางออกหนึ่งที่เราน่าจะหันมามองก็คือ เรื่องการเพิ่มรายได้ของแรงงาน ซึ่งจะช่วยให้ความเป็นอยู่ของแรงงานจำนวนมากไม่ลำบากมากนักแม้จะมีเงินเฟ้อบ้าง ทั้งนี้ที่ผ่านมารายได้แรงงานแทบจะไม่เพิ่มขึ้นเลยในมูลค่าแท้จริง (Real Wage หรือการคิดโดยนำเอาการเพิ่มขึ้นของค่าแรงหักออกด้วยอัตราเงินเฟ้อ) ซึ่งเมื่อดูในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (25442553) พบว่าเศรษฐกิจไทย (Real GDP) มีการขยายตัวถึงประมาณ 50% (เฉลี่ยปีละ 45%) ในขณะที่ Real Wage มีการเพิ่มขึ้นเพียง 2% เท่านั้น (เฉลี่ยปีละ 0.2%) หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ค่าจ้างโตเท่ากับเงินเฟ้อแบบปริ่มๆ ซึ่งแปลว่าความเป็นอยู่ของแรงงานเหล่านี้แทบจะไม่ดีขึ้นเลย และปีไหนเงินเฟ้อสูงขึ้นกว่าปกตินิดหน่อยก็จะส่งผลกระทบต่อการครองชีพของแรงงานทันที

ทั้งนี้ เหตุผลของการที่ค่าจ้างแรงงานไม่ค่อยเพิ่มขึ้นนั้น ส่วนหนึ่งก็มาจากการที่ผลิตภาพของแรงงานอยู่ในระดับต่ำและไม่ค่อยเพิ่มขึ้น ประกอบกับสินค้าที่ผลิตออกมาก็มีการสร้างมูลค่าเพิ่มไม่มาก ผลก็คือแรงงานของเราจึงเสมือนต้องถูกตีมูลค่าแข่งกับแรงงานราคาถูกในประเทศคู่แข่งใหม่ๆ อย่างเวียดนามหรือจีน ดังนั้นโอกาสที่ค่าแรงของไทยจะเพิ่มขึ้นจึงมีจำกัด เว้นเสียแต่ว่าเราจะส่งเสริมให้เกิดการลงทุนเพื่อให้แรงงานของเราแต่ละคนสามารถผลิตของได้มากชิ้นขึ้น (เพิ่มผลิตภาพหรือผลผลิตต่อหัว) หรือผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งต้องอาศัยทั้งการลงทุนในเครื่องจักรและเทคโนโลยี รวมถึงการลงทุนในคนด้วยการฝึกฝนฝีมือแรงงาน ทั้งนี้ เมื่อแรงงานของเราผลิตของได้มากชิ้นขึ้นหรือมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น ก็มีโอกาสที่ค่าจ้างของแรงงานจะเพิ่มขึ้นได้โดยไม่ทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยด้อยลงเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งรอบๆ

โดยสรุป เงินเฟ้อไม่ใช่สิ่งน่ากลัว แม้อาจต้องดูแลบ้างเพื่อไม่ให้เร่งตัวขึ้นเร็วเกินไป แต่ก็ต้องเลือกใช้วิธีที่เหมาะสมและไม่บิดเบือนกลไกตลาดติดต่อกันเป็นเวลานานอย่างการกดราคาขายให้ต่ำกว่าต้นทุน ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดการขาดแคลนสินค้าตามมา ในขณะที่การใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยเพื่อต่อสู้กับเงินเฟ้อ ก็อาจมีขีดจำกัดดังกล่าวข้างต้น ดังนั้นทางออกอีกทางหนึ่งในการแก้ไขปัญหาค่าครองชีพก็คือ การเพิ่มรายได้โดยการลงทุนเพิ่มประสิทธิภาพแรงงาน ซึ่งน่าจะเป็นทางออกที่ยั่งยืนและสมดุลกว่า

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท