posttoday
อภิสิโนมิกส์ กระหน่ำใช้เงินนอกงบฯ ของดีหรือหนี้เน่า

อภิสิโนมิกส์ กระหน่ำใช้เงินนอกงบฯ ของดีหรือหนี้เน่า

07 กุมภาพันธ์ 2554

อภิสิโนมิกส์ ที่กำลังเป็นรูปเป็นร่างในขณะนี้ ในรูปแบบประชาวิวัฒน์ ที่แทบไม่แตกต่างอะไรจากประชานิยมแต่อย่างใด เริ่มผลิดอกออกผลให้ได้เห็นกันแล้วว่า ได้มีการใช้ธนาคารเฉพาะกิจ หรือธนาคารของรัฐเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจ จนปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจโตกระหน่ำได้ถึง 8%

อภิสิโนมิกส์ ที่กำลังเป็นรูปเป็นร่างในขณะนี้ ในรูปแบบประชาวิวัฒน์ ที่แทบไม่แตกต่างอะไรจากประชานิยมแต่อย่างใด เริ่มผลิดอกออกผลให้ได้เห็นกันแล้วว่า ได้มีการใช้ธนาคารเฉพาะกิจ หรือธนาคารของรัฐเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจ จนปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจโตกระหน่ำได้ถึง 8%

โดย...ทีมข่าวการเงิน

 

อภิสิโนมิกส์ กระหน่ำใช้เงินนอกงบฯ ของดีหรือหนี้เน่า

อภิสิโนมิกส์ ที่กำลังเป็นรูปเป็นร่างในขณะนี้ ในรูปแบบประชาวิวัฒน์ ที่แทบไม่แตกต่างอะไรจากประชานิยมแต่อย่างใด เริ่มผลิดอกออกผลให้ได้เห็นกันแล้วว่า ได้มีการใช้ธนาคารเฉพาะกิจ หรือธนาคารของรัฐเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจ จนปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจโตกระหน่ำได้ถึง 8%

รัฐบาลใช้นโยบายงบประมาณขาดดุลต่อเนื่องเป็นแสนล้านบาท ก็ยังกระตุกเศรษฐกิจได้ไม่ดีนัก เพราะธนาคารพาณิชย์ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการปล่อยกู้ไม่ทำงานอย่างเต็มที่ ธนาคารยังเลือกให้กู้เฉพาะลูกค้าที่ดีเท่านั้นเอง

ดังนั้น รัฐบาลต้องใช้วิธีการเลียนแบบอย่างแยบยลจากโมเดลของทักษิโณมิกส์ ด้วยการใช้เงินนอกงบประมาณ ดึงเงินจากธนาคารของรัฐออกมากระตุ้นเศรษฐกิจทดแทน

และเพื่อให้เห็นกันจะจะอย่างเป็นรูปธรรม นริศ ชัยสูตร ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า ธนาคารของรัฐ 6 แห่ง ปล่อยสินเชื่อตั้งแต่เดือน ม.ค.พ.ย. 2553 ได้ถึง 1.26 ล้านล้านบาท สูงกว่าเป้าถึง 63% มีผู้ได้ประโยชน์จากการเข้าสินเชื่อถึง 5.1 ล้านราย

การกระตุ้นเศรษฐกิจโดยผ่านสถาบันการเงินของรัฐในปีที่ผ่านมาถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก

สถาบันการเงินของรัฐ 6 แห่ง ประกอบด้วย ธนาคารออมสินปล่อยสินเชื่อได้ 6.74 แสนล้านบาท สูงกว่าเป้าถึง 150%

ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ปล่อยกู้ 3.27 แสนล้านบาท ต่ำกว่าเป้า 3%

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ปล่อยกู้ 1.01 แสนล้านบาท สูงกว่าเป้า 31%

ขณะที่ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือเอ็กซิมแบงก์ ปล่อยกู้ 4.61 หมื่นล้านบาท สูงกว่าเป้า 91%

ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ ปล่อยกู้ 3.82 หมื่นล้านบาท สูงกว่าเป้า 10% และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ปล่อยกู้ 7.59 หมื่นล้านบาท สูงกว่าเป้า 117%

สิ่งที่รัฐบาลทำคือ ให้ความสำคัญกับสถาบันการเงินของรัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงการให้ความช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยได้เข้าถึงแหล่งเงินทุนอัตราดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งเป็นการลดช่องว่างความรวย ซึ่งรัฐบาลเห็นว่าเป็นต้นเหตุแห่งความไม่สมานฉันท์

ดังนั้น เรื่องการลดช่องว่างคนรวยและคนจนนั้น รัฐบาลมองไปที่การแก้ไขหนี้นอกระบบ ต้องแก้ไขตรงนี้ให้ได้ ปัญหาการเป็นหนี้นอกระบบ ซึ่งในปีนี้ อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง ได้หารือกับผู้บริหารของธนาคารรัฐเพื่อให้ดำเนินการปล่อยสินเชื่อสนับสนุนเศรษฐกิจต่อเนื่อง

ความเป็นห่วงว่าการใช้เงินนอกงบประมาณของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น จะเป็นการสร้างหนี้เสียให้กับธนาคารรัฐ และในที่สุดแล้วก็ขว้างงูไม่พ้นคอ รัฐบาลจะต้องตัดเงินงบประมาณแผ่นดินซึ่งเป็นภาษีประชาชนออกไปเพิ่มทุนให้

เรื่องนี้ นริศ ยืนยันว่า สถาบันการเงินของรัฐทั้ง 6 แห่ง มีฐานะที่เข้มแข็ง ทำกำไรได้ในรอบ 11 เดือนของปีที่ผ่านมาได้ถึง 5.1 หมื่นล้านบาท

มีสินเชื่อคงค้างรวม 2.46 ล้านล้านบาท มีสินทรัพย์รวมกัน 3.11 ล้านล้านบาท แต่ยังไม่มีการรายงานหนี้เสียออกมา

ฟังดูสวยงามจริงๆ ว่าการปล่อยกู้จะไม่เกิดหนี้เสีย

แต่โดยวัฏจักรของการปล่อยกู้หนี้เสียมักจะเกิดในปีที่ 3 หรือปีที่ 4 ของการปล่อยกู้ หรือหนี้บางประเภทอาจจะเกิดขึ้นตั้งแต่ปีที่ 2 เสียด้วยซ้ำ

แหล่งข่าวจากธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารประชาชนที่ธนาคารออมสินดำเนินการนั้นมีหนี้เสียน้อยมาก และเห็นได้ชัดเจนว่าแม่ค้าและพ่อค้ามีวินัยในการชำระหนี้มาก โดยมีพนักงานธนาคารออมสินเดินตามเก็บหนี้ทุกวัน หนี้เสียจึงไม่สูงมาก

แต่หนี้เสียไปพุ่งปรู๊ดอยู่ที่ ธพว. ที่ปล่อยกู้เอสเอ็มอีหนี้เสียบานเบิก โดยเฉพาะโครงการแท็กซี่เอื้ออาทรของรัฐบาลชุดที่แล้วเกือบ 5,000 ล้านบาท

นี่ยังไม่นับหนี้เน่าของธนาคารกรุงไทยที่ยังเป็นคดีความกันอยู่อีกด้วย

เมื่อความภูมิใจที่ใช้เงินนอกงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจได้ตามเป้าหมาย ธนาคารของรัฐอีก 4 แห่ง คือ ธนาคารออมสิน ธ.ก.ส. ธนาคารอิสลามฯ และธนาคารกรุงไทย ยังมีแผนปล่อยกู้โครงการประชาวิวัฒน์ 5,000 ล้านบาท โดยปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำให้กับคนขับแท็กซี่ มอเตอร์ไซค์ และพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่แผงลอย ซึ่งจะเปิดตัวโครงการในวันแห่งความรักคือวันที่ 14 ก.พ.นี้

ธนาคารของรัฐที่รับเละในการปล่อยสินเชื่อนั้น หากไม่เกิดหนี้เสีย ธนาคารก็จะมีกำไรและมีรายได้ส่งรัฐ หรือไม่ต้องร้องขอให้รัฐเพิ่มทุนให้

แต่หากปล่อยกู้ไปเป็นหนี้เสียละก็ งานนี้ดูไม่จืด เพราะงบประมาณแผ่นดินก็มีปัญหายังปิดหีบไม่ลง รัฐบาลใช้มากกว่าหาได้ ดังนั้นรัฐยังคงต้องกู้ต่อไป แม้จะมีนโยบายจะทำนโยบายการคลังสมดุลใน 5 ปีก็ตาม

สิ่งที่น่าติดตามดูก็คือ การจัดตั้งชมรมบริหารความเสี่ยงสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ระหว่างสถาบันการเงินเฉพาะกิจจำนวน 8 แห่ง เมื่อวันที่ 19 ต.ค. 2552 การรวมกลุ่มตั้งชมรมจะเปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างสถาบันการเงินของรัฐมากขึ้น เพื่อหาแนวทางป้องกันความเสี่ยงร่วมกันจากการปล่อยสินเชื่อ ทั้งตามแผนดำเนินงานของธนาคารและการปล่อยสินเชื่อตามนโยบายรัฐที่อาจจะเกิดปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(เอ็นพีแอล) ได้ในอนาคต

เรื่องนี้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เป็นเจ้าภาพร่างระเบียบแนวทางการจัดตั้งชมรมดังกล่าว โดยในขั้นต่อไปภายหลัง แต่ละสถาบันการเงินจะมีการจัดตั้งสมาคมขึ้นมาอีกชุดหนึ่ง เพื่อประสานงานและหารือถึงแนวนโยบายร่วมกัน เช่น แนวโน้มอัตราดอกเบี้ย ที่ปัจจุบันแต่ละแห่งต่างคนต่างปรับขึ้น

ก็จะต้องมีความสอดคล้องใกล้เคียงกันมากขึ้น การช่วงชิงฐานลูกค้าที่ซ้ำซ้อน ก็จะมีการแบ่งหน้าที่ชัดเจนมากขึ้น รวมถึงการทำบัตรเครดิตร่วมกันระหว่างสถาบัน

แต่จนถึงบัดนี้ยังไม่เห็นเครดิตบูโรธนาคารรัฐทำงานอย่างมีประสิทธิภาพเลย

การใช้เงินนอกงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลนี้ จะใช้ชื่อว่าอะไรก็ตาม แต่มันก็คือ การว่าแต่เขา อิเหนาเป็นเอง

และสุดท้ายฟันธงได้เลยว่า ต้องเอาเงินงบประมาณแผ่นดินไปโปะเมื่อเกิดหนี้เสียในรูปของการเพิ่มทุนจดทะเบียน โปรดจับตา อีกไม่นานก็รู้ว่าประชาวิวัฒน์นั้นเป็นของดีหรือหนี้เน่า

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท