
ปลัดดีอี ลั่น 30 วันต้องจบ หาคนติดสินบน 40 ล้าน ปิดปากปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์
“พชร” ปลัดดีอี รับลูก “ไชยชนก” ตั้งกรรมสอบปม 40 ล้าน ปิดปากปราบแก๊งมิจฉาชีพ ลั่นต้องจบภายใน 30 วัน ย้ำกรรมการต้องเป็นคนนอก เพื่อความโปร่งใส
KEY
POINTS
- "พชร" ปลัดดีอี รับลูก "ไชยชนก" ตั้งกรรมการสอบสวนปมสินบน 40 ล้านบาท ปิดปากการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์
- ขีดเส้นตาย 30 วัน ต้องได้ข้อสรุป! ลั่นต้องหาตัวผู้กระทำผิดให้ได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน
- ย้ำความโปร่งใส ดึงคนนอกร่วมเป็นกรรมการสอบสวน ทั้งจาก บช.ก., ดีเอสไอ, ป.ป.ท. และ ปปง.
- ประกาศกร้าว หากพบข้าราชการในกระทรวงดีอีมีส่วนเกี่ยวข้อง จะดำเนินการตามกฎหมายถึงที่สุดโดยไม่มีการละเว้น
หลังจากสร้างกระแส จนกลายเป็นที่จับตา กับภารกิจแรกที่ต้องจัดการให้ได้ภายใน 4 เดือน ของ ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี กับการออกมาเปิดโปงเรื่องราวของคนปริศนา “มีคนติดต่อหาผม ไม่ใช่โดยตรง ผ่านเพื่อสมาชิกที่ทราบรู้จักผม เสนอเดือนละ 40 ล้านบาท เพื่อไม่ให้จับเรื่องคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ และเว็บไซต์ ทำให้สงสัยประเพณีปฏิบัติของรัฐมนตรีกระทรวงดีอีเป็นอย่างไร” นั้น
สร้างแรงกระเพื่อมในสังคมและความคาดหวังของฝ่ายค้าน “หากเรื่องนี้จริง ต้องจับตัวให้ได้” หรือ บางคนถึงกับตั้งข้อสังเกตว่า การออกมาให้ข้อมูลในครั้งนี้ “ถ้าจริง แล้วจับไม่ได้ จะเป็นการกระทำที่ละเลยการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่” ซึ่งแน่นอนว่า อดีต รมว.ดีอี ประเสริฐ จันทรรวงทอง ออกมาตอบโต้แบบร้อนแรงเช่นกัน กับวลี “อย่าดีแต่พูด อย่าทำตัวเป็นรัฐมนตรีต้นทุนต่ำ”
ประเสริฐ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า ผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลฯ มา 2 ปี ไม่เคยมีผู้ใดมาเสนอผลประโยชน์ เพื่อไม่ให้จับแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์และเว็บไซต์ จนทำให้มูลค่าความเสียหายจากอาชญากรรมออนไลน์ลดลงกว่าครึ่งและทำให้ทางกระทรวงดิจิทัลฯ ได้รับรางวัลชนะเลิศ WSIS Prizes 2025 จากสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) ในโครงการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์
ผมแปลกใจที่รัฐมนตรีกระทรวงดิจิทัลฯ คนใหม่ ยังไม่ทันได้ทำหน้าที่แต่มีคนมาเสนอมอบเงินผลประโยชน์ถึงเดือนละ 40 ล้านบาท ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย ผมเข้าใจว่าที่เขากล้าเสนอเรื่องผิดกฎหมายเช่นนี้ อาจเป็นเพราะภาพลักษณ์ของท่านที่ทำให้เหล่ามิจฉาชีพเข้าใจได้ว่า มีช่องทางในการพูดคุยเรื่องดังกล่าว
เมื่อท่านยืนยันว่า “จะทำทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมาย” ผมจึงขอแนะนำให้เร่งดำเนินการหาตัวผู้กระทำความผิดมารับโทษโดยเร็ว
อย่าดีแต่พูด อย่าทำตัวเป็นรัฐมนตรีต้นทุนต่ำ
แน่นอนว่า เมื่อ รมว.ไชยชนก ได้พูดไปแล้ว การแอคชั่นต้องเกิดขึ้น ไม่เช่นนั้น อาจผิด 157 ในฐานะการละเลยการปฏิบัติหน้าที่ “เพราะรู้แล้ว ไม่ทำ” เผือกร้อนจึงไปตกอยู่ที่ ปลัดดีอีคนใหม่ “พชร อนันตศิลป์” ที่ไม่ได้เป็นลูกหม้อกระทรวงดีอี
ปลัดดีอี พชร เปิดเผยกับ โพสต์ทูเดย์ ว่า วันนี้ (2 ต.ค.2568) ได้เรียกคนที่เกี่ยวข้องทั้งหมดว่าจะให้ใครมีส่วนร่วมในการเป็นกรรมการสอบเรื่องนี้บ้าง ที่สำคัญต้องเป็น “คนนอก” คาดว่าจะตั้งกรรมการสอบแล้วเสร็จภายใน 1-2 วัน และเรื่องนี้ต้องจบภายใน 30 วัน หรือ สิ้นเดือน ต.ค.นี้
รมว.ดีอี ย้ำให้เป็นคนจากหน่วยงานภายนอก โดยมีตนเป็นคนในกระทรวงดีอีเพียงคนเดียว เพื่อให้เป็นที่ยอมรับ และให้เกิดความน่าเชื่อถือในการสอบสวน ซึ่งจากการหารือเบื้องต้น จะประกอบด้วย กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เป็นต้น
รมว.ดีอี สั่งการให้เร่งรัดสวนสวนข้อเท็จจริงให้แล้วเสร็จใน 30 วัน จึงต้องเร่งทำงาน การใช้หน่วยงานภายนอกเป็นกรรมการ เพื่อให้มีอำนาจ ในการสืบสวนสอบสวนโดยตรง สามารถรวบรวมหรือเรียกดูเอกสานหลักฐานต่างๆ ได้ หากมีพยานหลักฐานไปถึงหน่วยงานใด โดยจะเร่งขยายผลทำตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยกรรมการที่ตั้งขึ้นจะมีไม่ถึง 10 คน เพื่อให้เกิดความคล่องตัว เพื่อเร่งทำงาน ซึ่งหากสามารถรวบรวมหาหลักฐานได้เร็วอาจจะสรุปผลได้ก่อน 30 วันด้วย
พชร กล่าวต่อว่า ตอนนี้ยังเร็วเกินไปหากจะพูดถึงผลสอบสวนของคณะกรรมการกลาง ถ้าออกมาแล้วมีส่วนเกี่ยวข้องกับนัการเมือง ข้าราชการ หรือ หากผลสอบออกมาไม่มีอะไร หรือติดตามไม่ได้ ซึ่งก็ต้องว่ากันไปตามข้อเท็จจริง ซึ่งหากพบว่ามีผู้ที่เกี่ยวข้อง คณะกรรมการกลางก็ต้องทำ เพราะมีหน้าที่และต้องรับผิดชอบ
ทุกคนที่เข้ามาทำงานตรงนี้ก็ถือว่ามาทำงานเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นที่ตั้ง และทาง รมว. ดีอี สั่งการแล้วให้ทำให้เรียบร้อย ไม่ว่าใครที่เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ยิ่งหากเป็นข้าราชการในกระทรวงดีอี มีส่วนเกี่ยวข้อง ก็จะดำเนินการตามกฎหมายถึงที่สุดไม่มีละเว้น







