
ท่านประธานรถถังทับ
คํ่าวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้ไปร่วมงานวันเกิดปีที่ 72 ของท่านอาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ ซึ่งก็มีคนไปร่วมงานอย่างล้นหลาม นับว่าเป็นบุคคลที่มีบารมีไม่น้อย.....
คํ่าวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้ไปร่วมงานวันเกิดปีที่ 72 ของท่านอาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ ซึ่งก็มีคนไปร่วมงานอย่างล้นหลาม นับว่าเป็นบุคคลที่มีบารมีไม่น้อย.....
โดย...ทวี สุรฤทธิกุล
คํ่าวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้ไปร่วมงานวันเกิดปีที่ 72 ของท่านอาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ ซึ่งก็มีคนไปร่วมงานอย่างล้นหลาม นับว่าเป็นบุคคลที่มีบารมีไม่น้อย
ครั้งหนึ่งตอนที่ยังไม่ได้สัมผัสกับท่าน คือเพียงแต่รู้จักผ่านสื่อมวลชน ผู้เขียนก็มีจินตนาการเกี่ยวกับท่านอาจารย์มีชัยอย่างหยาบๆ ภาพหนึ่งก็คือ มักจะเห็นท่านเข้ามาทำงานในยุคเผด็จการ อีกภาพหนึ่งก็คือ มักจะเห็นท่านแสดงความเห็นสนับสนุนผู้มีอำนาจอยู่เสมอ
ต่อมาผู้เขียนจับพลัดจับผลูได้เข้าไปเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติหลังรัฐประหารวันที่ 19 ก.ย. 2549 ก็ได้ไปสัมผัสกับท่านอย่าง “ตัวเป็นๆ” ซึ่งสัมผัสแรกนั้นก็ยังรู้สึกหลอนๆ อยู่พอสมควร และด้วยจินตนาการที่เคยมีมา จึงมองว่า “คนคนนี้น่ากลัวยิ่งนัก”
จำได้ว่าในตอนที่จะมีการเลือกประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติครั้งนั้น สมาชิกได้แบ่งเป็น 2 ขั้ว ขั้วหนึ่งหนุนท่านอาจารย์มีชัย อีกขั้วหนึ่งหนุน น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ ซึ่งผู้เขียนก็อยู่ในขั้วหลังนี้ เนื่องจากภาพหลอนที่เคยมีมาดังกล่าวนั้นส่วนหนึ่ง กับอีกส่วนหนึ่งที่มีคนมาหาเสียงให้คุณประสงค์ โดยบอกว่า “ป๋า” สนับสนุน
แต่แล้วท่านอาจารย์มีชัยก็ชนะโหวต อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนก็ยังไม่หายกลัว ตอนปีใหม่จึงทะลึ่งเขียนบทกลอนแจกสื่อมวลชนเพื่อร่วมสนุกกับการตั้งฉายาให้นักการเมือง ซึ่งผู้เขียนได้ตั้งฉายาให้ท่านอาจารย์มีชัยว่า “ท่านประธานรถถังทับ” เพื่อสะท้อนมายาความคิดที่มีอยู่ในขณะนั้นว่าท่านคือคนที่ทหารจัดเตรียมมาสำหรับควบคุมการทำงานในรัฐสภา
ระหว่างที่ทำงานร่วมกัน 16–17 เดือนนั้น ภาพมายาที่เคยหลอนหลอกผู้เขียนก็เปลี่ยนแปลงไป ความรู้สึกต่อท่านอาจารย์มีชัยค่อยๆ เปลี่ยนไปในด้านบวก อย่างน้อยก็ด้วยอิทธิพลของ “ข้อมูลใหม่” ที่ผู้เขียนได้รับรู้ และจากการวิเคราะห์ในระหว่างที่อยู่ในสภา
เรื่องแรก เกิดขึ้นในครั้งที่มีการสังสรรค์พบปะกับคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ภายหลังที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ท่านอาจารย์มีชัยดำรงตำแหน่งประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติแล้ว ในงานนั้นทั้ง พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธาน คมช. และท่านอาจารย์มีชัยเล่าถึงเบื้องหลังการรัฐประหารวันที่ 19 ก.ย. 2549 อย่างสอดคล้องตรงกันว่า “จำใจทำ” เพราะมีแรงบีบหลายด้าน รวมทั้งท่านอาจารย์มีชัยก็ “จำใจรับ” เป็นประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ
ในคืนวันที่ 19 นั้นเอง
เรื่องที่สอง คือ ลีลาที่ท่านอาจารย์มีชัยใช้ทำหน้าที่ในการควบคุมสมาชิกสภา ที่ผู้เขียนต้องยอมรับว่า “เหนือชั้น” ที่สามารถ “สยบ” และสร้างการยอมรับจากสมาชิกในทุกฟากฝ่าย โดยเฉพาะกับ “ฝ่ายตรงข้าม” ทั้งในและนอกสภา ด้วยลีลานุ่มนวล และปฏิภาณไหวพริบที่เป็นเลิศ ซึ่งก็แน่นอนว่าสำหรับคนที่เกลียดก็อาจจะบอกว่าท่าน “เจ้าเล่ห์” แต่สำหรับคนที่พยายามเข้าใจคนอย่างผู้เขียน ก็ต้องยอมรับว่าเลียนแบบได้ยากยิ่ง และที่สำคัญนั้นเป็นการกระทำเพื่อส่วนรวมเป็นหลัก หรืออย่างน้อยก็รักษาระบบ หรือขนบธรรมเนียมของสภา ที่ท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมากว่า 3 ทศวรรษ
อีกเรื่องหนึ่ง และเป็นเรื่องที่ทำให้ผู้เขียนต้องเปลี่ยนความคิดที่เคยมองท่านอาจารย์มีชัยในด้านลบมาโดยตลอด มาเป็นด้านบวกอย่างฉับพลันก็คือ “ความจงรักภักดี” ที่ท่านแสดงออกผ่านการอธิบายคำว่า “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”
เรื่องนี้เกิดขึ้นในคราวที่มีการทำเวิร์กช็อปเพื่อ “รีวิว” ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ที่สภาร่างรัฐธรรมนูญได้จัดทำเสร็จแล้ว ก่อนที่จะไปทำประชาพิจารณ์ ซึ่งก็เช่นเดียวกัน ประธานคณะอนุกรรมการยกร่างก็คือ น.ต.ประสงค์ ที่พยายามปกป้องเนื้อหาของรัฐธรรมนูญที่ร่างมานั้นอย่างแข็งกร้าว ในขณะที่ท่านอาจารย์มีชัยพยายามจะชี้ให้เห็นข้อบกพร่องในหลายๆ เรื่อง
ในที่สุดร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ผ่านการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติมาได้อย่างราบรื่น ส่วนหนึ่งก็ต้องชื่นชมในความสามารถของท่านอาจารย์มีชัย ในฐานะประธานในการพิจารณาที่ได้ใช้ความนิ่มนวล “ชักลาก” มาจนผ่านพ้น แต่ที่สำคัญและที่ผู้เขียนจำติดหู ก็คืออรรถาธิบายของท่านในเรื่อง “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ดังกล่าว
ท่านอาจารย์มีชัย อธิบายว่า ประเทศไทยมีอะไรหลายๆ อย่างที่ไม่เหมือนประเทศใดๆ ในโลก อย่างเรื่อง “พระมหากษัตริย์” ดังนั้นถ้าเราจะเป็นประชาธิปไตย ก็ต้องเป็นประชาธิปไตยแบบไทยๆ ที่องค์พระมหากษัตริย์เป็นหลักยึด ประชาธิปไตยแบบไทยๆ ต้องเชิดชูและเทิดทูนพระมหากษัตริย์ ซึ่งมีนัยตามที่ผู้เขียนตีความเอาเองว่า ถ้าปราศจากพระมหากษัตริย์แล้วประชาธิปไตยในประเทศไทยคงไปไม่รอด
ท่านอาจารย์มีชัยยังมีอารมณ์ขัน โดยกล่าวเปรียบเปรยอย่างตลกๆ ว่า ประชาธิปไตยของฝรั่งนั้นเหมือนรถโรลล์สรอยซ์ ไม่เหมาะที่จะเอามาวิ่งบนถนนในประเทศไทย สำหรับประเทศไทยนี้ต้องใช้รถอีแต๋น หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ต้องคิดค้นสร้างขึ้นด้วยภูมิปัญญาของคนไทย
ในงานเลี้ยงวันเกิดของท่านที่กล่าวในตอนต้นของบทความนี้ ท่านอาจารย์มีชัย ได้กล่าว “อำลา” วงการเมืองไว้อย่างกินใจ ประโยคหนึ่งที่ผู้เขียนจับใจความได้ก็คือ “คงจะหมดยุคสมัยของท่านแล้ว และขอให้คนรุ่นใหม่รับหน้าที่นี้ต่อไป”
ขณะเดียวกันในงานนี้ก็มีนักการเมือง “รุ่นเก๋า” หลายคนแวะเวียนมาอวยพร (คือมามอบดอกไม้และอวยพรแล้วก็รีบกลับ) ทำให้หลายคนเช่นผู้เขียน คงจะอดคิดไม่ได้ว่าพวกนักการเมือง “พ้นยุค” เหล่านี้ เมื่อไหร่จะรู้จัก “พอ” และเลิกราออกไปจากวงการเมืองเสียที บางคนนั้นลำพังจะเดินด้วยตนเองก็ไม่ค่อยไหว มีทั้งไม้เท้าที่ค้ำไปแกว่งไป ทำท่าว่ายัง “ไปไหว” และมี บอดีการ์ดที่เดินพยุงทำท่าว่ายังมีบารมีลึกล้ำ
การวางมือของท่านอาจารย์มีชัย คล้ายๆ กับครั้งที่ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช วางมือจากพรรคกิจสังคม ในปี 2528 โดยท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ได้เขียนบทความลงคอลัมน์ซอยสวนพลูในหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ว่า คนเราต่อให้โด่งดังเพียงใด แต่ในธรรมชาตินั้นก็เป็นแค่ของสิ่งหนึ่ง เหมือนก้อนหินที่ถูกขว้างลงไปในน้ำ เพียงแค่กระเพื่อมเป็นวงคลื่นแล้วก็สงบจางไป
บางคนสำคัญตัวว่ายิ่งใหญ่ไม่มีวันดับ ก็ไม่ต่างอะไรกับบางสิ่งบางอย่างที่พยายามลอยตัวอยู่เหนือน้ำ ถ้าเป็นก้อนหินก็เป็นก้อนหินประหลาดที่แสดงปรากฏการณ์อันฝืนธรรมชาติ
สิ่งที่ลอยมาบนน้ำโดยที่คนไม่อยากกล่าวถึงก็มีไม่กี่อย่าง เช่น ถ้าไม่ใช่สวะก็คือ “ขยะ”







