
พธม.ลั่นสองทุ่มประกาศยกระดับ
แกนนำพันธมิตรฯแถลงยันสองทุ่มประกาศยกระดับ จำลอง ท้าตำรวจสลายการชุมนุม
แกนนำพันธมิตรฯแถลงยันสองทุ่มประกาศยกระดับ จำลอง ท้าตำรวจสลายการชุมนุม
17.00 น. พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) นายปานเทพ พัวพงษ์พันธุ์ โฆษกพธม.และนายประพันธ์ คูณมี โฆษกการชุมนุมรวมพลังปกป้องแผ่นดิน ร่วมกันแถลงข่าวถึงทิศทางการเคลื่อนไหวของกลุ่มพธม. โดยยืนยันเวลา 20.00 น. ทางแกนนำพธม.จะมีการขอฉันทามติจากผู้ชุมนุมเพื่อยกระดับการชุมนุม
พล.ต.จำลอง เปิดเผยว่า ได้ทราบข่าวจากตำรวจไทยหัวใจไทยแจ้งว่า เมื่อเวลา 16.30 น.ที่ผ่านมา นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ทำการสลายการชุมนุม ทั้งกลุ่มพธม.ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ และกลุ่มผู้ชุมนุมที่อยู่หน้าประตู 4 ทำเนียบรัฐบาล
"นายสุเทพมีหน้าที่ไปขอพื้นที่คืนจากกัมพูชา ไม่ใช่ขอพื้นที่คืนจากประชาชน เพราะถนนราชดำเนินเป็นพื้นที่ของคนไทย เราเป็นคนไทยที่มาตรากตรำเพื่อให้มีการปกป้องแผ่นดินไทย ตำรวจสามารถที่จะมาสลายการชุมนุมเมื่อไรก็ได้ แต่ไม่มีวันสำเร็จ ในฐานะนักชุมนุมอาชีพ ขอยืนยันว่านายสุเทพไม่มีวันชนะเราได้ เรามั่นใจว่าชนะแน่ เพราะทำเพื่อบ้านเมืองไม่ใช่ผลประโยชน์ใดๆ” พล.ต.จำลอง กล่าว
นายปานเทพ กล่าวถึงกรณีที่มีเจรจาระหว่างไทยกับกัมพูชาในการหยุดยิงบริเวณชายแดนด้าน จ.ศรีสะเกษ โดยมี 4 มาตรการ คือ 1.หยุดยิง 2.ห้ามเพิ่มกำลังทหาร 3.เฝ้าระวังการเกิดอุบัติเหตุ และ 4.ประสานงานด้านข้อมูล ว่า กลุ่มพธม.เห็นว่าทั้ง 4 มาตรการ ไม่สามารถตอบโจทย์การรุกล้ำอธิปไตยและการยึดครองดินแดนประเทศไทยที่ฝ่าย กัมพูชาใช้เป็นฐานที่มั่นในการยิงโจมตีทหารไทยและพื้นที่ของราษฎรไทย หากรัฐบาลต้องการแก้ไขปัญหาตรงนี้ต้องให้กัมพูชาถอนออกจากพื้นที่ประเทศไทย ที่อยู่เลยแนวสันปันน้ำ โดยไม่มีเงื่อนไข หากไม่ใช่เช่นนี้จะทำให้กัมพูชายึดครองได้โดยไม่มีกำหนดเวลา โดยเฉพาะเงื่อนไขใน MOU 2543 ทั้งการห้ามเปลี่ยนสภาพภูมิประเทศและห้ามใช้กำลังทหารนั้นไม่สามารถแก้ไขในเรื่องของการรุกล้ำดินแดนในพื้นที่ดังกล่าวได้เลย
ขณะที่ นายประพันธ์ ได้นำบทความของนายยินดี วัชรพงศ์ ต่อสุวรรณ อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา มาแสดง พร้อมกล่าวว่า นายยินดีได้เขียนบทความที่มีความหมายและความสำคัญที่จะเตือนไปถึงเจ้าหน้าที่รัฐ ต่อกรณี MOU 2543 โดยมีประเด็นที่สำคัญว่า เมื่อปี 2541 นั้นประเทศได้มีการประกาศพระราชกฤษฎีกาประกาศให้พื้นที่ จ.อุบลราชธานี และ จ.ศรีสะเกษ ครอบคลุมบริเวณป่าพระวิหาร และพื้นที่ 4.6 ตร.กม.รอบประสาทพระวิหาร เป็นเขตอุทยานแห่งชาติ โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 115 ตอนที่ 24ก บังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 21 มี.ค.2541
“นอกจากนี้คำพิพากษาของศาลปกครองที่กลุ่มพธม.เป็นผู้ร้องเมื่อปี 52 ได้ยืนยันว่าพื้นที่ 4.6 ตร.กม.รอบปราสาทพระวิหารเป็นของประเทศไทย ซึ่งคำพิพากษานี้มีผลผูกพันธ์ต่อรัฐที่มีหน้าที่รักษากฎหมาย ดังนั้นจึงขอเตือนผู้ใดที่ทำตาม MOU 2543 จะเข้าข่ายการทำผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 119-120 และ 157 โดยหากรัฐสภาที่ทราบเรื่องนี้แล้วยังดึงดันนำเข้าสู่การพิจารณานั้นมีความผิดเช่นกัน







