posttoday
เดิมพันด้วยประเทศชาติ

เดิมพันด้วยประเทศชาติ

03 กุมภาพันธ์ 2554

ปัญหาชายแดนด้านเขมรเป็นเรื่องที่ท้าทายความสามารถของนายกฯ อภิสิทธิ์อย่างยิ่ง เพราะเดิมพันครั้งนี้คือประเทศชาติ....

ปัญหาชายแดนด้านเขมรเป็นเรื่องที่ท้าทายความสามารถของนายกฯ อภิสิทธิ์อย่างยิ่ง เพราะเดิมพันครั้งนี้คือประเทศชาติ....

โดย...ภุมรัตน์ ทักษาดิพงษ์ อดีตผู้อำนวยการ สำนักข่าวกรองแห่งชาติ

ได้ยินคำสัมภาษณ์ของรัฐมนตรีต่างประเทศในทำนองว่า คนที่เรียกร้องในสิ่งที่ไม่ตรงกับความคิดของตัวเองเป็นพวกกระหายสงคราม ฯลฯ และแสดงท่าทีว่าตัวเองเหนือกว่าคนอื่น ทำให้เกิดอาการเซ็ง ที่คนระดับรัฐมนตรีต่างประเทศซึ่งเป็นตัวแทนของประเทศในการรักษาผลประโยชน์ของชาติในต่างประเทศคิดได้แค่นี้เองหรือ เพราะการเมืองระหว่างประเทศไม่ได้มีแค่ “สันติภาพ” และ “สงคราม” เท่านั้น แต่ยังมีเครื่องมืออย่างอื่นอีกหลายอย่าง ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม แม้แต่การทหารที่ไม่ต้องรบ

อย่างไรก็ดี ความอึดอัดใจนั้นได้ผ่อนคลายลงระดับหนึ่ง เมื่อได้อ่าน “ถ้อยแถลงของกระทรวงการต่างประเทศ กรณีธงกัมพูชาที่ปรากฏอยู่เหนือวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ” ลงวันที่ 31 ม.ค. 2554 ทำให้ความรู้สึกดีๆ ที่มีต่อกระทรวงแห่งนี้ซึ่งเคยร่วมงานกันอย่างใกล้ชิดมาก่อนกลับคืนมา

ที่ชมก็ตรงที่กระทรวงออกมาย้ำชัดเจนในถ้อยแถลงข้อ 3 ที่ย้ำว่า “ประเทศไทยยืนยันว่า วัดแก้วสิกขาคีรีสวาระตั้งอยู่ในอาณาเขตไทย และเรียกร้องให้ประเทศกัมพูชารื้อถอนวัดแก้วฯ และปลดธงกัมพูชาที่ประดับเหนือวัดแก้วฯ ข้อเรียกร้องนี้เป็นการย้ำถึงการประท้วงหลายครั้งของไทยต่อกัมพูชาเกี่ยวกับกิจกรรมต่างๆ ในวัดแก้วฯ และบริเวณโดยรอบ ซึ่งล้วนเป็นการละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของราชอาณาจักรไทย” แม้จะช้าไปบ้าง แต่ก็ยังดีที่หาจุดยืนเจอ

เป็นการยืนยันจุดยืนที่ชัดเจนของประเทศไทยว่า พื้นที่นอกเหนือจากตัวปราสาทอยู่ในอธิปไตยของไทยแน่นอน เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีนักการเมืองคนไหนกล้าที่จะพูดเช่นนี้ แต่ดีใจได้ไม่นาน ปรากฏว่า รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและรัฐมนตรีกลาโหมออกมาให้สัมภาษณ์เชิงตำหนิกระทรวงต่างประเทศในทำนองว่าเข้าใจผิด 

คำถามที่จะย้อนกลับไปยังคนทั้งสองคือ กระทรวงต่างประเทศเข้าใจผิดตรงไหน หรือรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกลาโหมเห็นว่า วัดแก้วฯ ไม่ได้อยู่ในอธิปไตยของไทย ถ้าสองคนเข้าใจเช่นนั้น เราจะได้รู้ไอ้โม่งที่ยกผลประโยชน์สำคัญยิ่งของชาติไปให้เขมรคือใคร

ก่อนหน้านี้ รัฐมนตรีกลาโหมได้ให้สัมภาษณ์ตอนหนึ่งว่า พื้นที่ดังกล่าว “เป็นพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตร เป็นพื้นที่ในเอ็มโอยู ปี 2543 ไม่มีใครเป็นเจ้าของ” นี่คือคำพูดของคนระดับรัฐมนตรีต่อเรื่องอธิปไตยของชาติ ที่ไม่ได้เป็นประโยชน์แก่ไทยเลยแม้แต่น้อย แต่เขมรกลับเป็นผู้ได้ประโยชน์จากคำพูดนี้โดยตรง

ขณะที่นายกรัฐมนตรีไทยยังพูดอีกว่า “พื้นที่ดังกล่าวยังเป็นข้อพิพาทกันอยู่” แม้ต่อมาได้ให้สัมภาษณ์จากเมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ว่า “พื้นที่ดังกล่าวไม่ใช่ของกัมพูชา” ผู้นำไทยก็ยังไม่กล้าที่จะพูดว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นของประเทศไทย

ถ้าบรรดานักข่าวทั้งหลายจะเมตตาสงสารประเทศไทย ลองหยุดสัมภาษณ์นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีชุดนี้ในปัญหาเขมรสักระยะหนึ่งก็จะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง เพราะนักการเมืองไทยให้สัมภาษณ์เรื่องเขมรทีไร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเขาพระวิหารหรือเรื่องคนไทยถูกจับ ไทยเสียเปรียบเพิ่มขึ้นทุกที

ผิดกับนักการเมืองเขมร ตั้งแต่นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีกลาโหม รัฐมนตรีต่างประเทศ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โฆษกกระทรวงต่างประเทศ ต่างออกมาพูดเป็นเสียงเดียวกันตั้งแต่ต้นว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นของเขมร สะท้อนให้เห็นว่านักการเมืองเขมรทุกคนมีจุดยืนเดียวกัน พูดและกระทำตามจุดยืนนั้น ไม่มีการแตกคอกัน ไม่เหมือนกับฝ่ายไทยเปิด “ไต๋” ให้ฝ่ายเขมรรู้หมด

เปรียบเทียบเพียงเท่านี้ ก็เห็นได้ชัดว่านักการเมืองไทยแพ้เกมการเมืองระหว่างประเทศของเขมรอย่างหลุดลุ่ย นักการเมืองไทยอาจเก่งการเมืองในประเทศ แต่พอเรื่องการเมืองระหว่างประเทศที่เกี่ยวพันกับผลประโยชน์ของชาติ นักการเมืองไทยสู้เขมรไม่ได้

ฮุนเซนเป็นตัวกำหนดเกมให้ไทยเล่นตามตลอดมา ตั้งแต่ขึ้นไปทำบุญบนเขาพระวิหาร จนถึงการเอาป้ายมาตั้งและชักธงชาติเขมรที่วัดแก้วฯ ซึ่งเป็นเกมการเมืองระหว่างประเทศในการ “สร้างและช่วงชิงความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ในอนาคต” ไทยเป็นฝ่ายตามแก้เกมเขมรมาโดยตลอด

เกมต่อไปของฮุนเซน คือ พยายามทำให้ไทยถูกโลกมองว่า “ไทยคือผู้รุกราน” และ “กัมพูชาคือผู้ถูกรุกราน” ฮุนเซนโฆษณาชวนเชื่อเรื่องนี้ทั้งในและนอกประเทศ เพื่อสร้างความชอบธรรมในการส่งกำลังไปชายแดนว่าเพื่อป้องกันตัวจากการรุกรานจากประเทศไทยต่อไป กัมพูชาอาจยื่นเรื่องสู่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติให้กดดันประเทศไทยได้ ดังนั้นไทยต้องเดินเกมในเรื่องนี้อย่างระมัดระวัง ขณะเดียวกันก็พร้อมที่จะปกป้องอธิปไตยและศักดิ์ศรีของชาติ

ฮุนเซนคงไม่หยุดแต่เพียงเท่านี้ เพราะในกัมพูชาเองก็มีปัญหาภายในไม่น้อย ดังนั้นฮุนเซนต้องสร้างประเด็นเบนความสนใจของคนเขมร ความขัดแย้งบริเวณพรมแดนซึ่งเป็นปัญหาประชาชาติ จึงเป็นเป้าหมายสำคัญในการปลุกเร้ากระแสรักชาติเพื่อกลบปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศ

ปัญหาชายแดนด้านเขมรเป็นเรื่องที่ท้าทายความสามารถของนายกฯ อภิสิทธิ์อย่างยิ่ง เพราะเดิมพันครั้งนี้คือประเทศชาติ แตกต่างจากกรณีการแก้ไขปัญหาม็อบเสื้อแดงเดือน พ.ค. 2553 ซึ่งเดิมพันเป็นเพียงนายกฯ อภิสิทธิ์เท่านั้น เราเชื่อว่านายกฯ อภิสิทธิ์และผู้นำทหารทุกคน ไม่มีใครที่ต้องการทำให้ไทยเสียดินแดน แต่ถ้ายังมีท่าทีเช่นนี้ต่อไป บอกได้เลยว่า ในอนาคตอันใกล้ประเทศไทยจะเสียดินแดนส่วนหนึ่งให้เขมรแน่ๆ เพราะวันนี้ในทางปฏิบัติ ไทยก็เสียดินแดนบางส่วนให้เขมรไปแล้ว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท