
เปิดขั้นตอนร้องเรียน "นายกรัฐมนตรี" ต่างจากบุคคลทั่วไปอย่างไร?
เปิดขั้นตอนร้องเรียน "นายกรัฐมนตรี" ต่างจากบุคคลทั่วไปอย่างไร? หน่วยงานไหนรับเรื่อง ประชาชนก็สามารถทำได้
แม้ “การร้องเรียน” จะเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญที่ประชาชนสามารถทำได้ แต่เมื่อผู้ถูกร้องเรียนเป็นบุคคลธรรมดากับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองระดับสูงอย่าง “นายกรัฐมนตรี” กระบวนการและช่องทางที่เกี่ยวข้องจะต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
โพสต์ทูเดย์ได้รวบรวมข้อแตกต่างไว้ 5 ข้อ ดังนี้
1. หน่วยงานที่รับผิดชอบ
การร้องเรียนบุคคลทั่วไป เช่น พนักงานบริษัท ข้าราชการ หรือประชาชนทั่วไป สามารถเริ่มต้นได้ที่สถานีตำรวจในท้องที่ หรือยื่นคำร้องไปยังหน่วยงานต้นสังกัดได้โดยตรง ซึ่งพนักงานสอบสวนมีอำนาจในการรับเรื่อง ตรวจสอบ และดำเนินคดีได้ทันที
แต่เมื่อผู้ถูกร้องคือ “นายกรัฐมนตรี” จะไม่สามารถดำเนินการผ่านช่องทางปกตินี้ได้เสมอ เพราะตำแหน่งดังกล่าวอยู่ภายใต้ขอบเขตของรัฐธรรมนูญ และมีกระบวนการตรวจสอบเฉพาะทาง เช่น ต้องยื่นเรื่องผ่านสำนักงาน ป.ป.ช., ผู้ตรวจการแผ่นดิน, กองบังคับการปราบปราม หรือแม้กระทั่งผ่านกลไกของรัฐสภา
2.อำนาจในการสอบสวน
ในกรณีทั่วไป พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจมีอำนาจเต็มในการดำเนินการกับผู้ถูกร้อง ไม่ว่าจะเป็นการออกหมายเรียก สอบสวน หรือส่งฟ้องต่ออัยการ
แต่กรณีผู้ถูกร้องคือผู้นำรัฐบาล การสอบสวนจะถูกจำกัดอยู่ที่หน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมาย เช่น ป.ป.ช. (สำหรับความผิดเกี่ยวกับจริยธรรมและทุจริต) หรือกองปราบ (สำหรับความผิดอาญาร้ายแรง) พนักงานสอบสวนในพื้นที่มักไม่สามารถดำเนินการเองได้โดยตรง และต้องส่งเรื่องต่อให้ผู้มีอำนาจพิจารณา
3. ข้อจำกัดทางกฎหมาย
นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมี “เอกสิทธิ์” บางประการตามรัฐธรรมนูญ การดำเนินคดีบางประเภท เช่น การฟ้องร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อาจต้องรอให้มีการถอดถอน หรือได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อน
ขณะที่การร้องเรียนคนทั่วไปไม่มีข้อจำกัดเช่นนี้ กล่าวคือ หากพบหลักฐานชัดเจน ก็สามารถดำเนินการได้ทันทีตามขั้นตอนของประมวลกฎหมายอาญา
4. กระบวนการพิจารณาในศาล
หากเป็นบุคคลทั่วไป การฟ้องคดีจะเข้าสู่กระบวนการของศาลยุติธรรมปกติ เช่น ศาลอาญา ศาลแพ่ง หรือศาลจังหวัด
แต่ในกรณีของนายกรัฐมนตรี ศาลที่มีอำนาจในการพิจารณาอาจเป็นศาลเฉพาะทาง เช่น ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือศาลรัฐธรรมนูญ หากข้อกล่าวหาเกี่ยวข้องกับการละเมิดรัฐธรรมนูญหรือจริยธรรมร้ายแรง
5.ผลกระทบทางการเมือง
การร้องเรียนคนทั่วไป แม้จะนำไปสู่บทลงโทษทางกฎหมาย แต่ไม่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างการเมืองของประเทศ
แต่การร้องเรียนนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะกรณีที่มีหลักฐานชัดเจนและเข้าสู่กระบวนการของหน่วยงานอิสระ อาจนำไปสู่การ ถอดถอน, การพ้นจากตำแหน่ง, หรือแม้กระทั่ง การยุบสภา ซึ่งส่งผลกระทบในระดับประเทศ
การร้องเรียนนายกรัฐมนตรี แม้จะเป็นสิทธิของประชาชนเช่นเดียวกับการร้องเรียนคนทั่วไป แต่จำเป็นต้องรู้จักช่องทางที่ถูกต้อง เข้าใจข้อจำกัดของกระบวนการ และเตรียมข้อมูลให้ชัดเจนเพียงพอ เพราะเมื่อเป้าหมายเป็นบุคคลระดับผู้นำประเทศ การตรวจสอบย่อมต้องผ่านขั้นตอนที่รัดกุม ยุติธรรม และอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายอย่างเข้มงวด
อย่างไรก็ตามความแตกต่างที่สำคัญระหว่างการร้องเรียนนายกรัฐมนตรีกับบุคคลทั่วไป ไม่ใช่เพราะ “นายกฯ อยู่เหนือกฎหมาย” แต่เป็นเพราะกฎหมายไทยพยายาม สร้างสมดุลระหว่างการใช้อำนาจ กับการตรวจสอบอย่างเป็นระบบ
สำหรับขั้นตอนและหน่วยงานที่รับเรื่อร้องเรียนนายกรัฐมนตรีมี 5 ช่องทางหลักดังนี้
1. สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
เหมาะกับกรณี
-ทุจริตต่อหน้าที่
-ร่ำรวยผิดปกติ
-ฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง
-ละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ (ม.157)
วิธีร้องเรียน
- เว็บไซต์: www.nacc.go.th
- ยื่นด้วยตนเองที่สำนักงาน ป.ป.ช. หรือส่งไปรษณีย์
ขั้นตอน
1. เตรียมข้อมูลและหลักฐาน เช่น เหตุการณ์, เอกสาร, คลิป
2. กรอกแบบคำร้อง (ออนไลน์หรือกระดาษ)
3. ยื่นเรื่อง พร้อมรับเลขอ้างอิง
4. ป.ป.ช. ตรวจสอบเบื้องต้น หากเข้าเกณฑ์จะเข้าสู่ขั้นสอบสวน
หมายเหตุ: ประชาชนทั่วไปสามารถร้องได้ อาจใช้เวลาตรวจสอบนาน 3 เดือน - 1 ปีขึ้นกับกรณี
2. สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน
เหมาะกับกรณี
-การใช้อำนาจของนายกฯ ที่ละเมิดสิทธิประชาชน
-นโยบายที่ขัดรัฐธรรมนูญ หรือไม่เป็นธรรม
-การละเลยหรือไม่ดำเนินการเรื่องสาธารณประโยชน์
วิธีร้องเรียน
-เว็บไซต์: www.ombudsman.go.th
-ยื่นหนังสือ/แบบฟอร์มด้วยตนเองหรือทางไปรษณีย์
ขั้นตอน
1. อธิบายความเดือดร้อน หรือการกระทำที่ไม่ชอบ
2. ส่งแบบคำร้อง หรือกรอกออนไลน์
3. รอหนังสือตอบรับ และติดตามผลผ่านเว็บ
หมายเหตุ: ไม่รับเรื่องซ้ำกับที่ศาลพิจารณาอยู่
ต้องร้องภายใน 1 ปีหลังเกิดเหตุ
3. ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล (สายด่วน 1111)
เหมาะกับกรณี
-ร้องเรียนทั่วไป เสนอแนะแนวนโยบาย
-ปัญหาความเดือดร้อนที่อยากให้นายกฯ รับรู้
-ขอความช่วยเหลือจากรัฐ
ช่องทาง
-เว็บไซต์: www.1111.go.th
-โทร 1111 ตลอด 24 ชม.
- เดินทางไปยังศูนย์บริการประชาชน ทำเนียบรัฐบาล
ขั้นตอน
1. สมัครสมาชิกในเว็บไซต์
2. กรอกแบบฟอร์ม พร้อมแนบหลักฐาน (ถ้ามี)
3. ระบบจะให้เลขรับเรื่อง เพื่อใช้ติดตามผล
หมายเหตุ: มีระบบแจ้งผลคืบหน้าทาง SMS / เว็บไซต์ เป็นช่องทางที่เข้าถึงง่ายที่สุดสำหรับประชาชนทั่วไป
4. แจ้งความต่อกองปราบปราม (กองปราบฯ)
เหมาะกับกรณี
-นายกฯ กระทำความผิดอาญา เช่น ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ (ม.157)
-ใช้อำนาจเกินขอบเขต ปลอมแปลงเอกสาร/ปกปิดข้อมูล
-สั่งย้าย ข่มขู่กลั่นแกล้งเพื่อประโยชน์ทางการเมือง
ช่องทาง
- กองบังคับการปราบปราม (ถ.พหลโยธิน กรุงเทพฯ)
ขั้นตอน
1. เตรียมบัตรประชาชนและหลักฐาน (ข่าว เอกสาร คลิป ฯลฯ)
2. เดินทางไปยื่นเรื่องที่กองปราบ แจ้งว่า “ร้องเอาผิดนายกรัฐมนตรี”
3. ให้ปากคำ พนักงานสอบสวนจะลงบันทึกประจำวัน
4. รับเลขคดี หรือเลขรับเรื่องเพื่อใช้ติดตาม
หมายเหตุ:พนักงานสอบสวนสามารถดำเนินการได้ด้วยตัวเอง หรือส่งเรื่องต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ป.ป.ช. หรืออัยการสูงสุดพิจารณาต่อ
5. แจ้งความที่สถานีตำรวจ (โรงพักทั่วไป)
หากกรณีเป็น “ความผิดอาญาทั่วไป” เช่น หมิ่นประมาท, ใช้อำนาจมิชอบ ฯลฯ แต่ตำรวจท้องที่มักไม่มีอำนาจสอบสวนเจ้าหน้าที่ระดับสูงโดยตรง และจะ ส่งเรื่องต่อกองปราบ/ป.ป.ช. แทน
ขั้นตอน
1. เตรียมหลักฐาน + ข้อมูลผู้ถูกร้อง
2. ไปแจ้งความที่ สน. ใกล้บ้าน หรือ สน.ที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่เกิดเหตุ
3. ตำรวจลงบันทึกประจำวัน รับเรื่องไว้ตรวจสอบ
4. ตำรวจอาจพิจารณาส่งต่อไปยังหน่วยงานที่มีอำนาจ
หมายเหตุ:หากมีหลักฐานไม่เพียงพอ อาจไม่รับเรื่อง
ต้องระวัง “แจ้งความเท็จ” (มีโทษตามกฎหมาย)
อย่างไรก็ตามกรณีเมื่อวันที่19 มิ.ย.2568 นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา พร้อมด้วย นายนิติธร ล้ำเหลือ หรือ ทนายนกเขา นายคมสัน โพธิคง นักวิชาการกฎหมาย เดินทางเข้าพบตำรวจ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) เพื่อแจ้งความดำเนินคดี กับ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในความผิดตามมาตาม 119 ,120,122,128 และ 129 จากกรณีคลิปเสียงเจรจาข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา
รายงานข่าวแจ้งว่าได้มีการยื่นเอกสารร้องเรียนต่อพนักงานสอบสวนแต่ไม่มีการให้ปากคำเพิ่มเติมแต่อย่างใด โดยให้เหตุผลว่าไม่สะดวกมีธุระต้องรีบไปที่อื่นต่อ ทำให้ขั้นตอนการร้องเรียนไม่สมบูรณ์







