
ตะวันออกกลางติดเชื้อจลาจล ราคาน้ำมันโลกติดจรวด
ราคาอาหารและสินค้าโภคภัณฑ์ที่ถีบตัวสูงขึ้นกลายเป็นชนวนของความโกลาหลขึ้นมาจนได้ และกำลังเปลี่ยนโฉมหน้าของหลายประเทศในตะวันออกกลางและทิศทางของเศรษฐกิจโลก
ราคาอาหารและสินค้าโภคภัณฑ์ที่ถีบตัวสูงขึ้นกลายเป็นชนวนของความโกลาหลขึ้นมาจนได้ และกำลังเปลี่ยนโฉมหน้าของหลายประเทศในตะวันออกกลางและทิศทางของเศรษฐกิจโลก
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ราคาอาหารและสินค้าโภคภัณฑ์ที่ถีบตัวสูงขึ้นกลายเป็นชนวนของความโกลาหลขึ้นมาจนได้ และกำลังเปลี่ยนโฉมหน้าของหลายประเทศในตะวันออกกลางและทิศทางของเศรษฐกิจโลก
แม้จะเป็นเพียงตัวเร่งให้ความไม่พอใจรัฐบาลที่สั่งสมมานานนับทศวรรษระเบิดขึ้น แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา สินค้าจำเป็นหลายอย่างมีราคาสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนปรากฏคำเตือนให้รัฐบาลของนานาประเทศเร่งสกัดกั้นภาวะเงินเฟ้อโดยเร็ว เพราะหาไม่แล้วสถานการณ์อาจบานปลายจนกลายเป็นวิกฤตที่คาดไม่ถึง
ในบรรดาสินค้าโภคภัณฑ์และสินค้าจำเป็นอื่นๆ น้ำมันนับเป็นสิ่งที่ชี้นำความเป็นไปของราคาสินค้าและบริการที่ชัดเจนที่สุด อีกทั้งยังมีปฏิกิริยาต่อความเสี่ยงที่รวดเร็วที่สุดเช่นกัน
หากน้ำมันแพงขึ้น สินค้าอื่นๆ จะแพงขึ้นตามไปด้วย และเมื่อของแพงความไม่พอใจของประชาชนจะเริ่มคุโชนขึ้น และเมื่อความไม่พอใจระเบิดขึ้นเป็นเหตุจลาจล น้ำมันจะแพงขึ้นไปอีกด้วยความเปราะบางต่อสถานการณ์รุนแรง และมิใช่เพียงราคาน้ำมันในประเทศที่ประสบวิกฤตเท่านั้น แต่ยังรวมถึงราคาในตลาดโลก
นี่คือวงจรอุบาทว์ที่กำลังเกิดขึ้นในโลกอาหรับ และส่งผลกระทบไปทั่วโลก
แม้อียิปต์จะมิใช่ประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน อีกทั้งปริมาณน้ำมันที่ขนส่งผ่านคลองสุเอซยังอยู่ที่เพียง 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือ 2% ของอุปทานน้ำมันทั่วโลก แต่อียิปต์ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ราคาน้ำมันแพงขึ้นมาได้
ด้วยปัจจัยนี้ยังผลให้ราคาน้ำมันแหล่งเบรนต์ในตลาดลอนดอนพุ่งขึ้นมาผ่านระดับ 101 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2551 ที่ราคาไต่มาถึงระดับนี้ได้ ขณะที่ราคาน้ำมันในตลาดนิวยอร์กดีดขึ้นมาแตะที่ 92 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
มูลเหตุพื้นฐานที่ยังผลให้ราคาน้ำมันในตลาดหลักของโลกปรับขึ้นมามีอยู่ 2 ประการ
ประการแรก นักลงทุนหวั่นเกรงว่า จลาจลในอียิปต์อาจยังผลให้ต้องระงับการส่งน้ำมันผ่านคลองสุเอซในที่สุด อย่างไรก็ตาม ความวิตกนี้ไม่มีน้ำหนักมากนัก เมื่อพิจารณาจากสัดส่วนน้ำมันที่ผ่านเข้าออกเส้นทางคมนาคมทางน้ำสายนี้ ซึ่งมีเพียง 2% ของปริมาณน้ำมันทั่วโลกดังที่ระบุไว้
ประการต่อมา นักลงทุนเกรงกลัวว่าเหตุจลาจลในโลกอาหรับส่วนแอฟริกาตอนเหนือจะลุกลามมาถึงโลกอาหรับแถบภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งอยู่ใกล้ชิดกันและเป็นภูมิภาคที่คละเคล้ากันระหว่างความขัดแย้งยืดเยื้อระหว่างประเทศและเสถียรภาพภายในประเทศที่มั่นคงจากการกุมอำนาจโดยรัฐบาลเผด็จการ
เหตุผลประการหลังคือมูลเหตุที่แท้จริงที่ทำให้ราคาน้ำมันในแหล่งเบรนต์ทำลายสถิติในรอบกว่า 2 ปี และยังจะผลักดันราคาน้ำมันในตลาดสหรัฐให้เฉียดระดับ 100 เหรียญสหรัฐ หากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลายลง
ในความเป็นจริงแล้ว กระแสลุกฮือได้ต่อติดแล้วในเยเมน ทว่าเป็นกระแสที่จุดลุกโพลงแล้วดับวูบลงในเวลาอันรวดเร็ว เนื่องจากพลังประชาชนยังแตกเป็น 2 ส่วนเท่าๆ กัน โดยมีทั้งฝ่ายต่อต้านรัฐบาลและฝ่ายสนับสนุน และทั้งสองฝ่ายเผชิญหน้ากันจนการชุมนุมต้องชะงักลงเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
เยเมนถือเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดประเทศหนึ่งของความขัดแย้งในระดับต่างๆ ภายในตะวันออกกลาง เพราะไม่เพียงเผชิญกับกระแสจลาจลภายในประเทศเท่านั้น แต่เยเมนยังพัวพันกับความขัดแย้งยืดเยื้อกับซาอุดี อาระเบีย ประเทศเพื่อนบ้านทางเหนือ และความเสี่ยงที่อิทธิพลตะวันตกจะแทรกแซงเข้ามาจากกรณีที่สหรัฐพยายามส่งกำลังเข้ามากวาดล้างเครือข่ายอัลกออิดะห์ที่กบดานในเยเมน ซึ่งความเสี่ยงนี้เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ประชาชนชิงชังประธานาธิบดีเยเมนคนปัจจุบัน ด้วยเกรงว่าจะเป็นการ “ชักศึกเข้าบ้าน”
ในสายตาของนักลงทุน ความขัดแย้งในตัวเองของตะวันออกกลาง ถือเป็นความเสี่ยงประการหนึ่ง และปัจจัยเงียบที่รอการจุดชนวนให้ปะทุขึ้นมาอีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกดขี่โดยรัฐบาลเผด็จการ ซึ่งขณะนี้ทุกสายตาต่างจับจ้องไปที่ซีเรียกับซาอุดีอาระเบีย ที่อาจเป็นเหยื่อของการล้มล้างโดยพลังประชาชน
หากพิจารณาถึงเงื่อนไขภายในของซีเรียและซาอุดีอาระเบีย จะพบความแตกต่างระหว่างอียิปต์กับประเทศเหล่านี้ เนื่องจากทั้งสองประเทศมีความเข้มงวดต่อประชาชนมากกว่า ซึ่งเท่ากับเป็นการปิดประตูมิให้ประชาชนมีความคิดที่ “เสรี” จนกลายเป็นหอกข้างแคร่ของรัฐบาล
แต่นักลงทุนเป็นกลุ่มคนที่มีความไวต่อสถานการณ์มากที่สุด แม้จะมีสัญญาณของความเสี่ยงเพียงน้อยนิดก็ตาม พฤติกรรมเช่นนี้อาจถูกมองว่าตื่นตูมจนเกินไป ทว่าในขณะเดียวกัน ท่าทีเช่นนี้มีส่วนช่วยให้มองเห็นทิศทางอันตรายของตลาดน้ำมันเสียแต่เนิ่นๆ
เข้าทำนองตื่นตูมเข้าไว้ ดีกว่ามาเสียใจทีหลัง
เมื่อไล่เรียงความสำคัญของภูมิภาคตะวันออกกลาง (ซึ่งบัดนี้กลายเป็นพื้นที่เสี่ยงในสายตานักลงทุนไปแล้ว) จะพบเหตุผลมากพอที่ราคาน้ำมันควรปรับขึ้นมา
จากข้อมูลดิบจะพบว่า ภูมิภาคตะวันออกกลางผลิตน้ำมันได้วันละถึง 20 ล้านบาร์เรล หรือเป็นสัดส่วนเกือบ 1 ใน 4 ของปริมาณน้ำมันที่ผลิตได้ทั้งโลก
หากวิกฤตลุกลามไปทั่วภูมิภาค โลกจะประสบวิกฤตน้ำมันอย่างแน่นอน และที่มีโอกาสเป็นไปได้คือ บางประเทศจะประสบกับชะตาเดียวกันกับอียิปต์ เมื่อต้องเผชิญกับวงจรอุบาทว์ของน้ำมันแพง เงินเฟ้อ และเหตุจลาจล
ทั้งนี้ 75% ของน้ำมันผลิตได้ในพื้นที่อ่าวเปอร์เซีย ซึ่งรวมถึงอิรัก คูเวต อิหร่าน และซาอุดีอาระเบีย ถูกส่งไปยังเอเชีย โดยมีลูกค้ารายใหญ่คือ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ประเทศเหล่านี้มิใช่เพียงแกนนำของเอเชียทั้งขบวน แต่บัดนี้ยังเป็นเสมือนพลวัตขับเคลื่อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก
เฉพาะซาอุดีอาระเบีย อันเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก ผลิตน้ำมันได้วันละ 7 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่วนใหญ่ส่งไปยังเอเชีย ขณะที่อิหร่าน อันเป็นผู้ส่งออกลำดับที่ 4 ของโลก ผลิตได้วันละ 2.4 ล้านบาร์เรล ส่วน คูเวต ในฐานะลำดับที่ 11 และต้องอาศัยอ่าวเปอร์เซียสำหรับการส่งออกน้ำมันเช่นกัน ผลิตได้ใกล้เคียงกับอิหร่าน
หากเส้นทางขนส่งน้ำมันในอ่าวเปอร์เซียถูกตัดขาดจากเหตุจลาจลที่ระบาดจากอียิปต์ สู่เยเมน สู่ซีเรีย จากซีเรียสู่อิหร่าน และจากนั้นอาจลุกลามจนถึงซาอุดีอาระเบีย
พลวัตการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกจะสะดุดลงในทันที!
ด้วยตัวเลขดิบผสมเข้ากับแนวโน้มที่เป็นไปได้ในระดับหนึ่ง ยังผลให้ตลาดน้ำมันมีปฏิกิริยาในทางลบอย่างฉับพลัน
เมื่อสำรวจความเห็นของนักวิเคราะห์และผู้คร่ำหวอดในวงการน้ำมัน จะพบสัญญาณที่ชัดเจนขึ้น
ฟาเดล เกต นักวิเคราะห์อาวุโสด้านพลังงานของบริษัท Oppenheimer กล่าวกับ CNN ว่า “ผมเชื่อว่าเราจะเป็นประจักษ์พยานของการลุกฮือโดยพลังประชาชนทั่วตะวันออกกลาง นักลงทุนคิดถูกแล้วที่วิตกกับเรื่องนี้”
ขณะที่ผู้แทนจากประเทศสมาชิก OPEC รายหนึ่งเปิดเผยกับเว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์ The Peninsular ของกาตาร์ว่า “ก่อนที่จะแสดงท่าทีใดๆ เราต้องการรอให้สถานการณ์ในอียิปต์คลี่คลายลงเสียก่อน เพราะขณะนี้ยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต”
จะเห็นได้ว่าทั้งสองมีความเห็นไม่ตรงกันเสียทีเดียว เพราะฝ่ายหนึ่งเชื่ออย่างสนิทใจว่ากระแสลุกฮือของชาวอาหรับจะลุกลามไปทุกหย่อมหญ้า ขณะที่อีกฝ่ายต้องการรอดูสถานการณ์ต่อไป จนกว่าความโกลาหลในอียิปต์จะสงบราบคาบ
แม้จะมีความเห็นที่แตกแขนงไปคนละทาง แต่ทุกฝ่ายมีความกังวลร่วมกัน มิหนำซ้ำยังเห็นตรงกันประการหนึ่งว่า สถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นแม้จะมองเห็นแนวโน้มอยู่บ้าง แต่จะให้คาดเดาได้อย่างแม่นยำนั้นเป็นเรื่องยากจนเกินไป เพราะทุกอย่างพังทลายลงในพริบตาอย่างไม่คาดฝัน กระทั่ง “ระบอบมูบารัก” ที่เคยแข็งแกร่งที่สุด ยังมีอาการร่อแร่ จวนเจียนจะล้มแหล่มิล้มแหล่
อะไรก็เกิดขึ้นได้ในโลกที่ผันผวนรวดเร็วยิ่งกว่าพริบตา







