
วิกฤตฟาโรห์ส่อลุกลาม ศก.โลกสะเทือนหนัก
เหตุจลาจลขับไล่ผู้นำประเทศที่กำลังลุกลามจากกลุ่มประเทศอาหรับในแถบแอฟริกาเหนือสู่ตะวันออกกลาง
เหตุจลาจลขับไล่ผู้นำประเทศที่กำลังลุกลามจากกลุ่มประเทศอาหรับในแถบแอฟริกาเหนือสู่ตะวันออกกลาง
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
เหตุจลาจลขับไล่ผู้นำประเทศที่กำลังลุกลามจากกลุ่มประเทศอาหรับในแถบแอฟริกาเหนือสู่ตะวันออกกลาง โดยล่าสุดคือ เหตุวุ่นวายยืดเยื้อในอียิปต์ กำลังกลายเป็นภัยเสี่ยงฉับพลันต่อเศรษฐกิจโลก แม้อียิปต์จะมีความสำคัญเพียงเล็กน้อยต่อเศรษฐกิจโลก แต่ก็มีปัจจัยในหลายๆ ด้านที่อาจส่งผลกระทบรุนแรงอย่างที่หลายคนคาดไม่ถึง
ไม่ว่าจะด้วยเพราะอียิปต์เป็นที่ตั้งของคลองสุเอซ อันเป็นเส้นทางคมนาคมที่สำคัญยิ่งสำหรับการขนส่งทางทะเลทั่วโลก ด้วยปริมาณเรือเดินสมุทรที่ผ่านเข้าออกไปยังยุโรปและเอเชียสูงถึงกว่า 1.7 หมื่นลำต่อปี หรือคิดเป็นสัดส่วน 8% ของปริมาณการขนส่งทางทะเลทั่วโลก
อีกทั้งอียิปต์ยังเป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำมันที่สำคัญภายนอกกลุ่ม OPEC ด้วยปริมาณน้ำมันสำรองมากเป็นอันดับ 6 ในทวีปแอฟริกา และมีปริมาณก๊าซธรรมชาติสำรองมากที่สุดเป็นอันดับที่ 3 ในภูมิภาค
ด้วยเหตุนี้วิกฤตการณ์ในอียิปต์ จึงยังผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกถีบตัวขึ้นมา เนื่องจากตลาดกังวลว่าเหตุวุ่นวายอาจขัดขวางการส่งน้ำมันผ่านเข้าออกคลองสุเอซ
ไม่เพียงเท่านั้น เงินยูโรที่ทำท่าจะเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น กลับทรุดลงอีก เนื่องจากนักลงทุนแห่ซื้อเงินเหรียญสหรัฐในฐานะสินทรัพย์การลงทุนที่มีความปลอดภัยและน่าเชื่อถือ ในช่วงเวลาที่เกิดภัยพิบัติยังผลให้เงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้น บนความสั่นคลอนของเงินยูโร ซึ่งกลับไปอ่อนค่าลงอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม วิกฤตการณ์ในอียิปต์ส่อเค้าที่จะสร้างแรงสั่นสะเทือนได้รุนแรงกว่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากวิกฤตได้ลุกลามต่อเนื่องไปยังนานาประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งมี “เชื้อ” ของการลุกฮือโดยประชาชนอยู่แล้วในหลายประเทศ เนื่องจากระบอบการปกครองในภูมิภาคนี้ค่อนข้างเอนเอียงไปในทาง “อำนาจนิยม”
ประเทศที่อยู่ในข่ายนี้ คือ ซีเรีย ซาอุดีอาระ…เบีย และเยเมน ทั้ง 3 ประเทศล้วนแต่มีความสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์อย่างยิ่งยวดต่อการเมืองและเศรษฐกิจโลก ไม่แพ้อียิปต์ที่มีความสำคัญในด้านการเป็นสถานที่ตั้งของคลองสุเอซ
สถานการณ์ในเยเมนขณะนี้เริ่มส่อเค้าไม่น่าไว้วางใจ หลังจากเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ประชาชนราว 1.6 หมื่นคนรวมตัวกันเดินขบวนประท้วงไปตามท้องถนนของกรุงซานาอา เรียกร้องให้เผด็จการอำนาจนิยมสละตำแหน่ง โดยได้รับแรงบันดาลใจจากจลาจลในอียิปต์อย่างชัดเจน เพราะผู้ประท้วงพยายามมุ่งหน้าไปยังสถานทูตอียิปต์เพื่อแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับประชาชนของประเทศนั้น
ที่ซีเรียมีรัฐบาลตระกูลอัลอัสซาด ที่สืบทอดอำนาจมานานกว่า 4 ทศวรรษ โดยประธานาธิบดีคนปัจจุบันคือ บาชาร์ อัลอัสซาด ซึ่งสืบทอดอำนาจต่อจากบิดา อีกทั้งยังสืบทอดระบอบการเมืองอำนาจนิยมมาทั้งดุ้น ยังผลให้ซีเรียเป็นประเทศที่ไม่ผ่อนปรนให้กับขบวนการประชาธิปไตยมากนัก แม้กระทั่งการชุมนุมประท้วงเล็กๆ น้อยๆ ยังไม่อาจปล่อยให้ล้ำเส้นจนกระทบกระเทือนต่ออำนาจรัฐได้
ประการสำคัญก็คือ ซีเรียยังคงอยู่ภายใต้ภาวะฉุกเฉิน โดยอ้างสงครามยืดเยื้อกับอิสราเอล ซึ่งยังผลให้รัฐบาลมีอำนาจเบ็ดเสร็จในการควบคุมประเทศ ทว่า ขณะเดียวกันก็เป็นช่องทางให้มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง
นอกจากนี้ ปัญหาคอร์รัปชันและนโยบายเศรษฐกิจที่ด้อยประสิทธิภาพ ยังผลให้ระดับการลงทุนและอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจอยู่ในระดับต่ำ
ปัจจัยเหล่านี้มีความคล้ายคลึงกับที่จุดชนวนวิกฤตในอียิปต์ และอาจปลุกกระแสความไม่พอใจของประชาชนชาวซีเรียในอนาคต
ซาอุดีอาระเบียปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่กุมอำนาจเบ็ดเสร็จโดยสถาบันกษัตริย์ จากการจัดอันดับดัชนีประชาธิปไตยทั่วโลกประจำปี 2010 โดยนิตยสาร The Economist ปรากฏว่า ซาอุดีอาระเบียเป็นประเทศเผด็จการที่สุดเป็นอันดับ 7 ของโลก จากการสำรวจทั้งหมด 167 ประเทศ ขณะที่ซีเรียอยู่ในอันดับที่ 15 ของสุดยอดประเทศเผด็จการ ส่วยเยเมนอยู่ในลำดับที่ 21
เงื่อนไขที่เกิดขึ้นจากการกดขี่ประชาชนมายาวนานเป็นสิ่งที่ไม่อาจละเลยได้ พิจารณาจากสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น และพิจารณาจากการที่อียิปต์อยู่ในระดับที่ 30 ของประเทศเผด็จการ ซึ่งถือว่าน้อยกว่าซีเรียมากมายยังกลับเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ได้
แนวโน้มอันตรายในภูมิภาคตะวันออกกลางยังผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกมีปฏิกิริยาในด้านลบ ตั้งแต่ตลาดหุ้นในสหรัฐจนถึงเอเชีย และแทบไม่ต้องเอ่ยถึงสถานการณ์ในตลาดหุ้นในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่าจะต้องเข้าสู่แดนลบอย่างรวดเร็ว
สาเหตุสำคัญก็คือ หากเกิดความวุ่นวายลุกลามไปทั่วตะวันออกกลาง อุตสาหกรรมการผลิตและส่งออกน้ำมันจะชะงักลงไม่มากก็น้อย และย่อมหมายถึงวิกฤตการณ์น้ำมันโลกอย่างไม่ต้องสงสัย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเกิดความวุ่นวายขึ้นในซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำมันอันดับ 1 ของโลก กระนั้นก็ตาม ซาอุดีอาระเบียมีโอกาสน้อยที่จะเกิดความเปลี่ยนแปลงจากการลุกฮือโดยพลังประชาชน เนื่องจากประชาชนได้รับการทดแทนเสรีภาพที่จำกัด ด้วยความมั่งคั่งจากการขายน้ำมัน
กรณีของเยเมนจะเป็นเพียงโดมิโนตัวหนึ่งของปรากฏการณ์ลุกฮือทั่วโลกอาหรับ โดยที่จะไม่ก่อปฏิกิริยาลูกโซ่ หรือส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก เพราะประเทศนี้นับเป็นหนึ่งในประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก
ในกรณีของซีเรียแม้จะไม่มีความสำคัญในเชิงเศรษฐกิจและพลังงานเทียบเท่าซาอุดีอาระ…เบีย แต่หากเกิดปรากฏการณ์ “พลิกฟ้า คว่ำดิน” ในประเทศนี้ จะก่อให้เกิดแรงกระเพื่อมใหญ่หลวงต่อทั้งภูมิภาค ดังที่นักการทูตต่างมองเห็นซีเรียเปรียบเหมือนมาตรวัดที่สำคัญต่ออนาคตของตะวันออกกลาง
เพราะซีเรียเป็นรัฐการเมืองทางโลก (Secular State) หรือรัฐที่ไม่ผูกติดกับศาสนา รัฐสุดท้ายในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังคงกุมอำนาจเผด็จการอย่างเหนียวแน่น การลุกฮือของประชาชนชาวซีเรียจะไม่เพียงตอกย้ำ “ความสำเร็จ” ของการลุกฮือในรัฐประเภทเดียวกันตั้งแต่ตูนิเซีย จนถึงอียิปต์เท่านั้น แต่อาจยังเป็นการจุดชนวนความวุ่นวายต่อไปยังรัฐเผด็จการที่เหลือในตะวันออกกลางที่ยังผูกติดกับศาสนาอย่างเคร่งครัด เช่น ซาอุดีอาระเบีย หรือกระทั่งอิหร่าน ซึ่งมีความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับซีเรีย
หากประเทศที่เคร่งครัดในศาสนาเกิดจลาจล จะกลายเป็นความเปลี่ยนแปลงถอนรากถอนโคนอย่างที่วิกฤตในตูนิเซีย อียิปต์ (และซีเรีย) เทียบไม่ติด
และจะยิ่งสั่นสะเทือนเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรงไม่แพ้กัน หากกระแสนี้ลามเข้าไปถึงรัฐเคร่งศาสนาในตะวันออกกลาง เพราะรัฐหรือประเทศเหล่านี้ ล้วนแต่เป็นขุมน้ำมันหลักของโลก โดยเฉพาะซาอุดีอาระ…เบีย และอิหร่าน ซึ่งมีปริมาณน้ำมันดิบสำรองมากเป็นอันดับ 2 ของโลก
ไม่เฉพาะแต่ตลาดหุ้นทั่วทุกสารทิศจะมีปฏิกิริยาฉับไวต่อกระแสอันตรายจากวิกฤตมัมมี่เท่านั้น แม้แต่ประเทศที่เตรียมขึ้นแท่น “รายต่อไป” อย่างซีเรียยังอดมีปฏิกิริยาไม่ได้
ล่าสุด ประธานาธิบดีบาชาร์ อัลอัสซาด ซึ่งไม่เปิดโอกาสให้สัมภาษณ์กับสื่อมากนัก กลับเปิดเผยกับหนังสือพิมพ์ Wall Street Journal ว่า “การประท้วงต่อต้านรัฐบาลในตูนิเซีย อียิปต์ และเยเมน นับเป็นการเปิดยุคใหม่ให้กับตะวันออกกลางและโลกอาหรับ และบรรดาผู้นำจะต้องตอบสนองต่อความคาดหวังของประชาชนที่สูงขึ้นในด้านการเมืองและเศรษฐกิจ”
อัลอัสซาดยังเปิดเผยว่า ในปีนี้จะเริ่มเดินหน้าปฏิรูปการเมืองด้วยการจัดการเลือกตั้งในระดับท้องถิ่นเพื่อกระจายอำนาจ นับเป็นการปรับตัวที่ตอบรับกับสถานการณ์อย่างฉับไวยิ่ง เพราะก่อนหน้านี้ อัลอัสซาดพยายามกดกระแสความไม่พอใจของประชาชนด้วยการเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ
จะเป็นการตัดสินใจที่สายเกินไปหรือไม่นั้น เราคงต้องจับตาสถานการณ์ในซีเรียอย่างใกล้ชิด ในฐานะมาตรวัดทิศทางของวิกฤตการณ์ “มัมมี่ เอฟเฟกต์”
เช่นเดียวกับอียิปต์ที่ยังคงมีความสำคัญอย่างล้นเหลือ แม้บัดนี้จะเริ่มกลายสภาพเป็นรัฐอนาธิปไตยอยู่กลายๆ แต่ทุกฝ่ายพยายามทุกวิถีทางเพื่อยับยั้งมิให้วิกฤตในดินแดนมัมมี่ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก
ไม่ว่าจะเป็น OPEC ที่ประกาศว่า พร้อมที่จะใช้มาตรการเร่งด่วนในการกระจายน้ำมันสู่ตลาดโลกอย่างเพียงพอ ในกรณีที่การขนส่งผ่านคลองสุเอซต้องตกอยู่ในภาวะโกลาหล ขณะที่สื่อของรัฐบาลอียิปต์ยืนยันว่า การคมนาคมขนส่งผ่านคลองยังราบรื่น
แต่อะไรก็สามารถเกิดขึ้นได้ และอาจเกิดขึ้นในชั่วเวลารวดเร็วเหนือความคาดหมาย เหมือนดังสายลมแห่งความเปลี่ยนแปลงที่พัดเข้าสู่อียิปต์จนโหมเปลวเพลิงแห่งความไม่พอใจ จนลุกลามฉับพลัน อีกทั้งยังพลอยส่งผลกระทบไปทั่วโลก
เปลวไฟแห่งความเปลี่ยนแปลงอาจจุดติดประเทศอื่นๆ ได้อย่างง่ายดายเหลือเชื่อเช่นกัน







