posttoday
ทุนเทมาเซกร้าว

ทุนเทมาเซกร้าว

01 กุมภาพันธ์ 2554

ต้องบอกว่าจังหวะก้าวของกองทุนเทมาเซกของสิงคโปร์ขณะนี้ อ่อนไหวต่อเศรษฐกิจไทยอย่างยิ่ง 

ต้องบอกว่าจังหวะก้าวของกองทุนเทมาเซกของสิงคโปร์ขณะนี้ อ่อนไหวต่อเศรษฐกิจไทยอย่างยิ่ง 

โดย...ทีมข่าวการเงิน

ต้องบอกว่าจังหวะก้าวของกองทุนเทมาเซกของสิงคโปร์ขณะนี้ อ่อนไหวต่อเศรษฐกิจไทยอย่างยิ่ง

 

ทุนเทมาเซกร้าว

เพราะช่วงหลายปีที่ผ่านมาเทมาเซกเข้ามาถือหุ้นกลุ่มโทรคมนาคมและการสื่อสาร พลังงาน และโรงพยาบาลอย่างเป็นล่ำเป็นสัน

แต่อย่าลืมว่าการเข้ามาของเทมาเซกถูกมองว่าแอบอิงการเมืองของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีอย่างแยกไม่ออก

เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณไป อาณาจักรที่เทมาเซกหมายมั่นปั้นมือเอาไว้ก็เสี่ยงต่อการล่มสลาย

แม้อำนาจทางการเมืองจะเปลี่ยนถ่ายจาก ก๊กจ๊กตง ที่ค่อนข้างเอียงไปทาง พ.ต.ท.ทักษิณ มาเป็น ลีเซียนลูง นายกรัฐมนตรีคนล่าสุด ซึ่งภาพที่ออกมาดูเป็นกลางๆ มากกว่า

แต่ก็ไม่ได้ทำให้สถานการณ์ของเทมาเซกในประเทศไทยดีขึ้น

โดยเฉพาะล่าสุดคณะกรรมการมาตรา 22 ที่ถูกตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการร่วมทุนรัฐและเอกชน พ.ศ. 2535 มีมติให้ฟ้องร้องบริษัท เอไอเอส วงเงินกว่า 7 หมื่นล้านบาท

เนื่องจากมองว่าเอไอเอสได้ประโยชน์จากการแก้ไขสัญญาสัมปทานของบริษัท ทีโอที ในยุค พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อเอื้อประโยชน์ให้เอไอเอสส่งรายได้เข้ารัฐต่ำลง

แน่นอนว่า งานนี้บริษัท สิงคโปร์ เทเลคอม หรือสิงเทล ผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับสองในเอไอเอสรองจากกองทุนเทมาเซกถึงกับนั่งไม่ติด เพราะหากถูกศาลสั่งให้จ่ายเงินก้อนโตขนาดนั้น ก็ถึงขั้นปิดกิจการแน่นอน

นายกรณ์ จาติกวณิช กล่าวว่า ผู้บริหารบริษัท สิงเทล ได้เข้าพบเมื่อต้นเดือน ม.ค. เพื่อหารือในเรื่องนี้ ซึ่งก็ได้ยืนยันว่าจะให้ความเป็นธรรมเต็มที่ เพราะรัฐบาลถือว่าสิงเทลก็เป็นส่วนหนึ่งที่เข้ามาพัฒนาเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมา

เพียงแต่ขอร้องว่า สิงเทล อย่าปฏิเสธว่าไม่ทราบเรื่องเกี่ยวกับกระบวนการแก้ไขสัญญาหรือการได้ประโยชน์ของหุ้นชินคอร์ปและเอไอเอส รวมถึงบริษัทอื่นๆ ที่ได้เข้ามาลงทุนเพราะสิงเทลรู้ข้อมูลและเป็นผู้ตัดสินใจเอง

“ช่วงนั้นคุณคิดว่ามันจะไม่มีปัญหาทางกฎหมาย แต่ผมยืนยันว่าจะพยายามดูแลเรื่องนี้ให้ยุติธรรมที่สุด แต่ขอเพียงอย่างเดียวคุณอย่าบอกว่าคุณไม่รู้เรื่อง” กรณ์ กล่าว

ก่อนหน้านี้ ในช่วงที่มีข่าวว่าคณะกรรมการมาตรา 22 จะลงดาบเอไอเอส ปรากฏว่าเป็นช่วงเดียวกับที่ตลาดหุ้นไทยตกลงอย่างหนักจนกระทั่งหลุดต่ำกว่า 1,000 จุด

ลึกๆ แล้วมีคนวงในตลาดหุ้นระบุว่า คำสั่งขายมาจากสิงคโปร์ และอาจเกี่ยวโยงกับความไม่พอใจต่อรัฐบาลไทยกรณีที่จะฟ้องร้องเอไอเอส

อีกส่วนคือข่าวลือว่ากลุ่ม “เฮดจ์ฟันด์” ที่มีฐานลงทุนในสิงคโปร์และฮ่องกง ถอนตัวจากหุ้นที่ถือโดยกลุ่มเทมาเซก เช่น หุ้นสิงเทล

แน่นอนข่าวลือเหล่านี้ถูกเชื่อมโยงกันเป็นทอดๆ กระทบต่อตลาดหุ้นไทยเต็มๆ

สิ่งที่ต้องจับตาต่อไปก็คือการเข้าพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ของผู้บริหารสิงเทล 3 คน ซึ่งก็คือกลุ่มเดียวกับเทมาเซกในวันที่ 1 ก.พ.นี้ เวลา 08.00 น. ก่อนการประชุม ครม.

โดยหัวข้อในจดหมายลับที่ทางเทมาเซกนำเสนอมายังนายกรัฐมนตรีก็คือเรื่อง “อนาคตโทรคมนาคมในประเทศไทย”

เรียกได้ว่าเทมาเซกทำจดหมายมานำร่อง เปิดทางให้บริษัท สิงเทล มาใส่รายละเอียด

ขณะที่ในส่วนของรัฐบาลไทย ความเห็นเรื่องมาตรา 22 ยังไม่เป็นเอกภาพ กระทรวงไอซีทีของนายจุติ ไกรฤกษ์ มองว่าควรเร่งรัดนำผลประชุมคณะกรรมการมาตรา 22 เข้า ครม.ทันที

สวนทางกับแนวคิดของนายกรณ์ จาติกวณิช ที่ไม่อยากให้รีบหักด้ามพร้าด้วยเข่า เพราะงานนี้รัฐบาลถือแต้มต่อ น่าจะมีวิธีการรอมชอม เพื่อบัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่นมากกว่านี้

สิ่งที่ทางกระทรวงการคลังเสนอไปยังไอซีทีก็คือ 1.ต้องดำเนินการเอาผิดกับผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น ประธานบอร์ดทีโอทีคนใดที่อนุมัติการแก้ไขสัมปทาน ก็น่าจะมีส่วนรู้เห็นหรือได้รับผลประโยชน์จากความไม่โปร่งใสครั้งนี้

ขณะที่ผู้ถือหุ้นเดิมก็คือกลุ่มชินคอร์ปของ พ.ต.ท.ทักษิณนั้น รัฐบาลได้เรียกค่าเสียหายคืนเงินไปแล้ว จากการยึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาท

2.กรณีผู้ถือหุ้นรายใหม่ที่เข้ามาหลังจากที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีการตัดสินไปแล้ว ถือว่าไม่เกี่ยวข้องหรือไม่รู้ไม่เห็นด้วย รัฐควรเข้าไปดูแล และช่วยเหลือไม่ให้ได้รับผลกระทบมากนัก เพราะถือว่าไม่เกี่ยวข้องกับความผิดที่ผ่านมา

โดยกระทรวงการคลังยังเห็นว่า บริษัท ทีโอที ซึ่งเป็นคู่สัญญากับเอไอเอสโดยตรง ก็มีหน้าที่ต้องฟ้องร้อง เพราะตามหลักของกฎหมายแพ่งมีเวลาฟ้องเรียกค่าเสียหายไม่เกิน 1 ปี ซึ่งกรณีนี้นับจากวันที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ ตัดสินคดี

งานนี้ถ้าทางทีโอทีหรือกระทรวงไอซีทีไม่ทำ ก็ถือว่าละเว้นปฏิบัติหน้าที่ มีความผิดเหมือนกัน

แน่นอนว่างานนี้เทมาเซกคงไม่ปล่อยให้ถูกเรียกคืนทรัพย์สินแน่นอน สุดท้ายอาจกลับไปตั้งหลักที่สิงคโปร์เพื่อรักษาแผลให้หายก่อน

โดยอาจซ่อนความเจ็บแค้นรัฐบาลไทยเอาไว้เพื่อเช็กบิลภายหลัง!!!แต่กรณีของบริษัททีโอทีซึ่งเป็นคู่สัญญาจำเป็นต้องฟ้องเอไอเอสเนื่องจากตามกฎหมายแพ่งไทย กำหนดให้ฟ้องร้องภายใน 1 ปี ที่รู้ว่าบริษัทมีความเสียหายจากสัมปทาน กรณีนี้ก็คือหลังจากศาลฏีกาแผนกดดีอาญาตัดสินคดีทุจริตและยึดทรัพย์คุณทักษิณไปแล้ว 1 ปี ถ้าพ้นจากนี้ก็ฟ้องไม่ได้แล้ว

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังได้ทำความเห็นเสนอไปยังคณะกรรมการ มาตรา 22 ของกระทรวงไอซีที ในเรื่องของการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายคู่สัญญาสัมปทานโทรคมนาคมแล้ว อาทิ กรณีของเอไอเอส , ดีแทค และทรูมูฟ


จะมีตัวแทนจากสิงเทล ซึ่งก็คือกลุ่มเดียวกับเทมาเซก จะเข้าพบนายกเพื่อหารือในเรื่องนี้

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท