posttoday
ประชาพิจารณ์หนุนเมดิคัล ฮับเฟส2 คาดรายได้ 5 ปีกว่า 4 แสนล้าน

ประชาพิจารณ์หนุนเมดิคัล ฮับเฟส2 คาดรายได้ 5 ปีกว่า 4 แสนล้าน

31 มกราคม 2554

ข้อพิพาทที่เกิดขึ้นจากความเห็นต่างต่อนโยบายศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (เมดิคัลฮับ) จนถึงขณะนี้ยังไม่เป็นที่ยุติ....

ข้อพิพาทที่เกิดขึ้นจากความเห็นต่างต่อนโยบายศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (เมดิคัลฮับ) จนถึงขณะนี้ยังไม่เป็นที่ยุติ....

โดย...ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน

ข้อพิพาทที่เกิดขึ้นจากความเห็นต่างต่อนโยบายศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (เมดิคัลฮับ) จนถึงขณะนี้ยังไม่เป็นที่ยุติ

นั่นเพราะซีกหนึ่งเห็นประโยชน์ด้านเศรษฐกิจ มองว่านโยบายเมดิคัลฮับสามารถดูดเม็ดเงินจากต่างชาติให้ไหลเข้าประเทศได้อย่างมหาศาล อีกซีกหนึ่งเชื่อว่านโยบายนี้จะทำให้เกิดผลกระทบกับระบบสาธารณสุขไทย โดยเฉพาะวิกฤตแพทย์สมองไหล และการขาดแคลนแพทย์ในชนบท

นโยบายเมดิคัลฮับ เกิดขึ้นครั้งแรกในปี 2547 ซึ่งขณะนั้นกระทรวงสาธารณสุขได้คลอดแผนยุทธศาตร์การพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติฉบับที่ 1 คือแผนตั้งแต่ปี 2547 – 2551 กระทั่งถึงปัจจุบันที่กำลังเข้าสู่แผนยุทธศาสตร์ฉบับที่ 2 คือปี 2553 – 2557

ประชาพิจารณ์หนุนเมดิคัล ฮับเฟส2 คาดรายได้ 5 ปีกว่า 4 แสนล้าน

เจ้ากระทรวงหมอ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.สาธารณสุข อธิบายว่า สธ.มีนโยบายชัดเจนที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นเมดิคัลฮับ โดยมีรายละเอียด 4 ด้าน ได้แก่ 1.ส่งเสริมบริการด้านการรักษาทางการแพทย์ 2.สนับสนุนบริการส่งเสริมสุขภาพ อาทิ สปาไทย นวดแผนไทย 3.การให้บริการด้านการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก 4.การสนับสนุนสมุนไพรไทยและผลิตภัณฑ์สุขภาพ

แต่การดำเนินการทั้ง 4 ด้านนี้ ไม่จำเป็นต้องผลักดันเต็มรูปแบบทั้งหมด

นั่นเพราะหัวใจของนโยบายเมดิคัลฮับคือ การชูธงให้ประเทศไทยเป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับจากสากลในด้านบริการทางการแพทย์ กล่าวคือหลังจากนี้การบริการด้านสุขภาพทุกมิติ อาทิ หน่วยบริการ สถานพยาบาล ศักยภาพของบุคลากร ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน จะกลายเป็นมาเป็นธุรกิจ สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาคือ “เมือง” จะดูดทรัพยากรต่างๆ จาก “ชนบท”

แน่นอนว่า แพทย์ตามชนบทจะถูกดึงตัวด้วยข้อเสนอที่ยากจะปฏิเสธ เช่น ภาระงานที่เบาลงขณะที่ค่าแรงมากขึ้น นอกจากนี้ประชาชนชาวไทยอาจจะได้รับบริการที่ด้อยกว่าชาวต่างชาติด้วยเช่นกัน

“ทางด้านนโยบาย ผมได้สั่งให้เดินหน้า 3 ด้าน เว้นเพียงแต่การรักษาทางการแพทย์ซึ่งยังเป็นข้อถกเถียงที่ยังไม่ได้ข้อยุติ” นายจุรินทร์อธิบายแนวทาง และยืนยันว่า หากมีการผลักดันการส่งเสริมทางการแพทย์จริงจะต้องไม่กระทบต่อการรักษาพยาบาลคนไทย

สำหรับพันธกิจในแผนยุทธศาสตร์ฉบับ 2 ที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ ระบุชัดในหลักการ 7 ประการ ได้แก่ 1.ควบคุมกำกับส่งเสริมพัฒนาสถานประกอบการทั้งภาครัฐและเอกชนให้สามารถจัดบริการที่ได้มาตรฐานสากล 2.พัฒนาและเพิ่มขึดความสามารถในการแข่งขันธุรกิจบริการสุขภาพ 3.สร้างนวัตกรรมบริการสุขภาพและสนับสนุนการสร้างมูลค่าเพิ่มด้านการบริการ 4.พัฒนาระบบคุ้มครองผู้บริโภค 5.เผยแพร่เอกลักษณ์ความเป็นไทยให้ต่างชาติรู้จักมากยิ่งขึ้น 6.ส่งเสริมให้มีองค์กรกลางในการบริหารจัดตามแผนยุทธศาสตร์ 7.สร้างระบบคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญหาเกี่ยวกับแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก

พร้อมกันนี้ ยังมีการประมาณการเป้าหมายรายได้ของแต่ละผลผลิตตลอดแผนปี 2553- 2557 รวม 5 ปี คือ 1.การรักษาพยาบาล 281,945 ล้านบาท 2.การส่งเสริมสุขภาพ 78,225 ล้านบาท 3.ผลิตภัณฑ์สุขภาพและสมุนไพรไทย 42,736 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 402,906 ล้านบาท ส่วนงบประมาณการลงทุนตลอด 5 ปี ใช้เพียง 3,131 ล้านบาทเท่านั้น

นพ.วิชัย โชควิวัฒน กรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) เชื่อว่า นโยบายเมดิคัล ฮับ มีผลกระทบชัดเจนต่อชุมชนและชนบท เพราะแพทย์และพยาบาลจากท้องถิ่นจะถูกดึงไปให้บริการคนที่มีฐานะดีโดยเฉพาะชาวต่างชาติ เป็นเหตุให้เกิดปัญหาขาดแคลนบุคลากร เกิดภาวะสมองไหล

“มีคนบอกว่าเมดิคัล ฮับ จะใช้เฉพาะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและส่วนใหญ่จะอยู่นในกทม.เท่านั้น จึงไม่กระทบต่อแพทย์ตามชนบทหรือในโรงพยาบาลชุมชนซึ่งไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ นั่นเป็นการมองปัญหาแบบตัดตอน” นพ.วิชัยกล่าว

คณะกรรมการปฏิรูปประเทศรายนี้ ยืนยันว่า นโยบายเมดิคัล ฮับ จะสร้างความเหลื่อมล้ำให้เกิดขึ้นระหว่างเมืองกับชนบท เป็นนโยบายที่ถ่างช่องว่างให้เกิดขึ้นระหว่างส่วนกลางกับชุมชน ซึ่งหากมีการส่งเสริมการลงทุนด้านบริการทางการแพทย์จริง ยิ่งทำให้กระทบต่อระบบสาธารณสุขมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้แผนยุทธศาสตร์ฉบับที่ 2 ยังไม่เป็นที่แล้วเสร็จ เนื่องด้วยอยู่ในขั้นตอนของการทำประชาพิจารณ์จากประชาชนทั่วประเทศ ล่าสุดมีการจัดเวทีที่กทม.เพื่อระดมความคิดเห็นจากหลายภาคส่วนที่เข้าร่วม

นพ.จิตร สิทธีอมร ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สรุปผลการรับฟังความคิดเห็นเวทีกทม.ว่า ที่ประชุมไม่ได้คัดค้านนโยบายเมดิคัล ฮับ แต่กังวลต่อขั้นตอนการดำเนินการ จึงมีข้อเสนอให้ตระหนักใน 6 ประเด็นใหญ่

1.ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนดำเนินงานอย่างสมดุล โดยเน้นประโยชน์แก่ประชาชนและประเทศชาติอย่างสูงสุด

2.มีการศึกษาข้อมูลอย่างชัดเจน ทั้งปัญหาสุขภาพ ข้อมูลสุขภาพ ค่าใช้จ่ายที่ต้องลงทุน ผลกระทบทั้งเชิงบวกและลบภายใต้แนวคิดความมั่นคงด้านสุขภาพ ก่อนดำเนินการใดๆ

3.มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพบริการสุขภาพให้ก้าวสู่คุณภาพและมาตรฐานเดียวกันทั่วทั้งประเทศ 4.รัฐต้องคำนึงถึงมาตรฐานและแรงจูงใจให้บุคลกรด้านสุขภาพสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรีเท่าเทียม 5.วางนโยบายที่จะนำรายได้จากนโยบายเมดิคัล ฮับ มาใช้ลงทุนในโครงการนำร่องบางโครงการ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง 6.ให้พิจารณามติของสมัชชาสุขภาพประกอบกับมติที่ได้ในปัจจุบัน

หลังจากนี้ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ฐานะเจ้าภาพการยกร่างแผนยุทธศาสตร์จะต้องเดินสายทำประชาพิจารณ์อีก 3 เวที แล้วจึงนำความคิดเห็นทั้งหมดมาประมวลความน่าจะเป็นและความคุ้มค่าที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยและประชาชนชาวไทยอีกครั้ง

“การประชาพิจารณ์ครั้งนี้เป็นการประชาพิจารณ์ครั้งแรกเพื่อรับฟังความเห็น และทาง สบส.จะทำประชาพิจารณาอีก 3 ครั้ง คือที่ จังหวัดขอนแก่น ภูเก็ต และเชียงใหม่ ซึ่งเป็นการรวบรวมความเห็นประชาชนกว่า 2,000 คน และจะมีการรวบรวมความเห็นทั้งหมดสรุปและเสนอต่อ รมว.สาธารณสุขต่อไป”นพ.สมชัย ภิญโญพรพาณิชย์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ระบุ

ถึงเวลานั้น จะได้รู้ว่าท้ายที่สุดแล้วน้ำหนักของสังคมจะเทให้ด้านใด ระหว่างตัวเลขทางเศรษฐกิจและเม็ดเงินมหาศาล กับระบบสุขภาพของประเทศ

หรือจะสามารถหาจุดกึ่งกางเพื่อให้ทั้งสองแนวทางดำเนินควบคู่กันไปได้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท