
จับมือบึ้มป่วนกรุงจนมุมด้วย ‘สายลับ’
นับเป็นการเพิ่มสถิติเหตุระเบิดขึ้นทันที หากระเบิดสองลูกที่ถูกหิ้วมาโดย ดำธวัชชัย เอี่ยมนาค เกิดสนั่นตูมขึ้นที่แยกสวนมิสกวัน เมื่อวันที่ 24 ม.ค.
นับเป็นการเพิ่มสถิติเหตุระเบิดขึ้นทันที หากระเบิดสองลูกที่ถูกหิ้วมาโดย ดำธวัชชัย เอี่ยมนาค เกิดสนั่นตูมขึ้นที่แยกสวนมิสกวัน เมื่อวันที่ 24 ม.ค.
โดย...วัสยศ งามขำ
นับเป็นการเพิ่มสถิติเหตุระเบิดขึ้นทันที หากระเบิดสองลูกที่ถูกหิ้วมาโดย ดำธวัชชัย เอี่ยมนาค เกิดสนั่นตูมขึ้นที่แยกสวนมิสกวัน เมื่อวันที่ 24 ม.ค. หลังจากที่ตำรวจได้จดบันทึกไว้ว่า ระเบิดลูกสุดท้ายที่เกิดขึ้นในเมืองหลวงหลากสีและในเขตปริมณฑลหลังการรัฐประหารเป็นลูกที่ 122 ส่วนในภูธรนั้นปรากฏเป็นหลักฐานอยู่เพียง 18 บึ้ม และลูกใหญ่รุนแรงที่สุดครองตำแหน่งลูกที่ 114 ซึ่งเกิดขึ้นที่สมานเมตตาแมนชั่น อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี เป็นเรื่องที่แน่นอนที่หลายคนจะคิดตรงกันว่า “มันน่ากลัวมากพอแล้ว” ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับการเมืองหรือไม่
การดมกลิ่นแกะรอยของตำรวจครั้งนี้แม้ว่าจะถูกก่นด่า และยัดเยียดความไม่โปร่งใสจากฝั่งฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล ว่าเป็น “การจัดฉาก” เพื่อสร้างสถานการณ์ทางการเมืองให้นำพาไปสู่ความได้เปรียบในแง่มุมต่างๆ
แต่นั่นก็เป็นเพียงการกล่าวหาที่ไร้ร่องรอย ต่างกับทีมงานชุดสืบสวนที่ทำงานนี้ให้กับ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ที่ปรึกษา (สบ 10) ยืนยันหนักแน่นว่างานไม่ได้ต้มคนดู เพียงแต่เหตุผลโยงยาวทั้งหมดที่จะชี้แจงจนนำไปสู่การได้ตัวนายดำ รวมทั้งการขยายผลไปสู่การจับกุมผู้ต้องหาเพิ่มอีก 4 คน ยากนักที่จะพูดถึง เพราะนั่นเสี่ยงต่อการปฏิบัติการของคนที่ในชุดสืบสวนเรียกกันว่า “สายลับ”
หนึ่งในทีมงานแกะรอย และวิเคราะห์ข้อมูลสืบสวน ในฐานะศิษย์ก้นกุฏิของมือปราบอัศวิน บอกให้รู้ว่า การจับกุมนายดำได้อย่างทันท่วงที ก่อนจะก่อเหตุไม่คาดฝันกลางเมือง เป็นเพราะการใช้ “สายลับ” ที่ประสบผลสำเร็จที่สุดงานหนึ่ง
หลังจากที่ชุดสืบสวนส่งสายลับแฝงตัวตามดมกลิ่นกลุ่มก๊วนมือวางระเบิดแก๊งนี้มานานกว่า 3 เดือน โดยได้เบาะแสสำคัญจากกลุ่มที่ก่อเหตุต่างๆ ซึ่งแต่ละกลุ่มมีความเชื่อมโยงกัน จนเรียกได้เลยว่า “ท่อน้ำเลี้ยง” เดียวกันจนแยกไม่ออก ข้อมูลทุกอย่างต่างสอดคล้องจนนำไปสู่การวางตัวสายลับ และทำให้มือระเบิดเชื่อใจ จนถูกจับกุมในที่สุด
“ในทางหลักการแล้วเราแทบบอกไม่ได้เลยว่า เราทำงานนี้สำเร็จด้วยสายลับ เพราะนั่นหมายถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับสายของเรา เพราะเขายังทำงานให้กับพวกเรา (ชุดสืบสวน) อยู่ ไม่ได้มีแค่คดีนี้ แต่ตอนนี้ยังกระจายกันเป็นหลายกลุ่ม แล้วแต่ว่าใครจะมาจ้างกลุ่มไหนเป็นตัวป่วนวางระเบิด ทั้งหมดนี้เรากำลังตามอยู่” ตำรวจหนึ่งในชุดสืบสวนระดับสั่งการยอมบอกกับเรา อย่างน้อยเขาหวังว่าจะลดความเคลือบแคลงในการจับกุมครั้งนี้ได้ เพราะข่าวที่ออกไปรู้เพียงว่าตำรวจสามารถสกัดจับคนร้ายได้ขณะเตรียมก่อเหตุ โดยไม่มีใครพูดถึงปฏิบัติการก่อนหน้านี้ที่ชุดสืบสวนติดตามมานานแรมเดือน
เขาบอกให้เรารู้ว่า หลังเกิดเหตุระเบิดตูมใหญ่ที่สมานเมตตาแมนชั่น เมื่อวันที่ 5 ต.ค.ปีก่อน ชุดสืบสวนของอัศวินได้ข้อมูลจำนวนมากถึงกลุ่มที่ก่อเหตุระเบิดป่วนเมือง ประกอบกับการจับกุมนายวัลลภ หรือป้อม พิธีพรม อายุ 27 ปี ชาวอุตรดิตถ์ เมื่อวันที่ 24 พ.ย. พร้อมกับพวก 4 คน ที่ยอมเปิดปากรับสารภาพว่าเป็นผู้ก่อเหตุยิงระเบิด เอ็ม 79 ถล่มเมืองมากถึง 120 นัด รวมก่อเหตุทั้งหมด 12 ครั้ง ก็ทำให้ข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิบัติการใช้อาวุธสงครามเข้ามาสู่ระบบการสืบสวนมากยิ่งขึ้น
นั่นทำให้อัศวินไม่รอช้ามอบหมายให้ พล.ต.ต.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 6 (ผบก.น.6) นักสืบมือดี จัดหาทีมสืบสวนรวมพลังทั้งนครบาลและกองบังคับการปราบปราม เริ่มวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อติดตามขบวนการที่ก่อเหตุ และพยายามจะก่อเหตุครั้งใหม่ทันที และถือว่าเป็นโชคดีของทีมงานคุณภาพของอัศวิน ที่การเลือกใช้สายลับของเขาเป็นผลดีอย่างต่อเนื่อง
นั่นทำให้ประติดประต่อได้ว่าชุดที่ก่อเหตุระเบิดนั้นไม่ได้มีเพียงชุดเดียว แต่มีอีกหลายชุดที่กำลังหลบหลีกการตามล่าแกะรอยของชุดสืบสวนที่มีสุวัฒน์เป็นหัวหอก แต่การจับกุมยังถือเป็นงานหิน หากไร้ของกลางมัดการกระทำความผิด
หลักฐานอย่างหนึ่งที่ชุดสืบสวนคนนี้ยอมบอกกับเรา คือ นายดำ หรือ ธวัชชัย มือระเบิดรายล่าสุดที่ถูกจับยัดเข้าซังเต พร้อมกับพวก เคยมีความพยายามก่อเหตุมาแล้วครั้งหนึ่งแต่ฟาวล์ก่อนที่จะคิดการใหญ่ นายเคยพยายามวางระเบิดเมื่อคืนวันที่ 31 ธ.ค. ที่บริเวณเซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งเป็นที่จัดงานเคาต์ดาวน์ใหญ่แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ แต่ตำรวจพยายามบล็อกทุกทางเพื่อไม่ให้เข้าไปในพื้นที่
“ครั้งนั้นจับไม่ได้ เพราะผู้ต้องสงสัยไม่ได้พกของกลางเข้าไปด้วย ถ้าจับได้ตอนนั้นหลายคนก็จะไหวตัวหมด ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนนั้นเขาคิดอะไรอยู่ แต่พยายามจะเข้าไปในบริเวณนั้น แต่ในที่สุดก็ไม่ได้ลงมือ” หนึ่งในชุดสืบสวนคนเดิมยอมบอก
หลังจากเหตุการณ์วันนั้น นายดำยังคงพยายามก่อเหตุ แต่สถานการณ์หลายครั้งยังไม่เหมาะเจาะลงตัว หลังการประกาศรวมตัวกันของเสื้อเหลือง กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ทางฝ่ายวิเคราะห์ข้อมูลของทีมงานอัศวิน ก็ประเมินผลว่าน่าจะใช้ช่วงเวลาการชุมนุมที่สะพานมัฆวานรังสรรค์เป็นเวลาเหมาะที่จะก่อเหตุ
เนื่องจากข้อมูลจากสายลับวิเคราะห์ชัดเจนว่า กลุ่มนี้เลือกอยู่ฝั่งตรงข้ามกับรัฐบาลและเกลียดเสื้อเหลืองเข้าไส้ และแล้วการคาดการณ์ก็ไม่ผิดเพี้ยนนัก ก่อนถูกจับกุมเพียง 3 วัน สายลับก็รายงานกลับมาว่า นายดำมีความเคลื่อนไหว
ชุดสืบสวนของ สุวัฒน์ เร่งจัดชุดสืบสวนตามประกบนายดำทันที และก็ไม่ยากเหมือนที่คิดจนถูกรวบตัวไว้ได้ พร้อมของกลางคามืออย่างปฏิเสธไม่ได้ ก่อนจะสืบสวนขยายผลไปที่บ้านเช่าไม่มีเลขที่ ในตลาดนัดกลางซอยพระราม 2/28 แขวงเขตจอมทอง กรุงเทพฯ ท้องที่ สน.บางมด พร้อมกับจับกุมผู้เกี่ยวข้องอีก 4 คน พร้อมของกลางเป็นเครื่องยิงอาร์พีจี 1 กระบอก พร้อมลูกยิงอาร์พีจี 3 นัด ลูกกระสุน เอ็ม 79 และเครื่องกระสุนอีกจำนวนมาก
แม้ว่านายดำจะอ้างว่ามีแรงจูงใจมาจากความต้องการที่อยากให้เกิดมีความเปลี่ยนแปลงในบ้านเมือง และไม่ได้อยากให้ใครเจ็บ ตาย แค่ต้องการให้เกิดเสียง หรือเกิดควันเท่านั้น แต่ในทางสืบสวน รวมกับข้อมูลที่ได้จากสายลับยืนยันหนักแน่นว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะการเคลื่อนไหวแต่ละครั้งของมือระเบิดเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะ “ท่อน้ำเลี้ยง” ยังคงไหลอยู่
เพียงแต่ไหลอย่างขยักขย่อนเท่านั้น ซึ่งทันทีที่สบโอกาสส่งเงินสู่มือระเบิดเหล่านี้ได้ ระเบิดก็ยังคงทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์ และนี่ถือเป็นงานหินที่ชุดสืบสวนจะต้องหาหลักฐานให้ได้ เพื่อมัด “ท่อน้ำเลี้ยง” ให้อยู่หมัดก่อนส่งตัวไปรับโทษดำเนินคดี
อย่างไรก็ตาม คดีนี้จะดูไม่มีความเคลือบแคลงเลยหากผู้รับสารได้รับทราบข้อมูลการสืบสวนทั้งหมด เพียงไม่สามารถบอกได้ จนกว่าคดีนี้จะถูกพิจารณาคดีในศาล และการขยายผลคดีเสร็จสมบูรณ์เต็มรูปแบบ
เมื่อเป็นเช่นนี้จึงเป็นความหนักใจที่เหล่านักการเมืองซีกตรงข้ามรัฐบาล รวมทั้งกลุ่มเคลื่อนไหวต่างๆ ออกมาวิจารณ์การทำงานของตำรวจ ทั้งที่ป้องกันไม่ให้เหตุร้ายเกิดขึ้น เพราะหากปล่อยให้ระเบิดก่อน ตำรวจก็อยู่ไม่ได้แน่นอน เช่นเดียวกันรัฐบาลก็คงยากที่จะยืนอยู่ได้อย่างมั่นคง !!!







