posttoday
จีนสิ้นมนต์แรงงานถูกโอกาสที่ไทยต้องตะครุบ

จีนสิ้นมนต์แรงงานถูกโอกาสที่ไทยต้องตะครุบ

31 มกราคม 2554

ท่ามกลางการเติบโตทางเศรษฐกิจที่วิ่งฉิวราวกับติดจรวดของมังกรจีน จนสามารถแซงหน้าญี่ปุ่น ขึ้นมาครองบัลลังก์ประเทศเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่อันดับ 2 ของโลก

ท่ามกลางการเติบโตทางเศรษฐกิจที่วิ่งฉิวราวกับติดจรวดของมังกรจีน จนสามารถแซงหน้าญี่ปุ่น ขึ้นมาครองบัลลังก์ประเทศเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่อันดับ 2 ของโลก

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

ท่ามกลางการเติบโตทางเศรษฐกิจที่วิ่งฉิวราวกับติดจรวดของมังกรจีน จนสามารถแซงหน้าญี่ปุ่น ขึ้นมาครองบัลลังก์ประเทศเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่อันดับ 2 ของโลก เป็นรองเพียงพญาอินทรี อย่างสหรัฐ

แต่ลึกลงไป ไม่เพียงดินแดนหลังม่านไม้ไผ่แห่งนี้ จะต้องเผชิญกับชะตากรรมแสนเศร้าไม่ต่างจากประเทศอื่นๆ นั่นคือ วิกฤตอาหารแพง ที่ดันให้เงินเฟ้อทั่วโลกทะลุทลวงไปถึงจุดอันตราย แต่รัฐบาลจีนกำลังถูกซ้ำเติมจากปัจจัยลบ อย่าง “แนวโน้มค่าจ้างที่เพิ่มขึ้น”

เงื่อนไขลบนี้ สร้างแรงกระเพื่อมถึงขั้นมีการตั้งข้อสังเกตว่า ฤาจีนในฐานะโรงงานโลกกำลังเสื่อมมนต์ขลัง “ค่าแรงถูก”

สัญญาณที่ชี้ว่า ยุคแรงงานราคาถูกกำลังถึงกาลอวสาน คือ การประกาศขึ้นค่าแรงในหลายเมืองของจีนเมื่อกลางสัปดาห์ที่แล้ว โดยจะเริ่มบังคับใช้ในเมืองศูนย์กลางการผลิตสำคัญ อย่าง กวางตุ้ง เซี่ยงไฮ้ เทียนจิน และปักกิ่งก่อน

จีนสิ้นมนต์แรงงานถูกโอกาสที่ไทยต้องตะครุบ

ข้อมูลจากสำนักแรงงานเทียนจิน ระบุว่า จะเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำเป็น 1,070 หยวนต่อเดือน (ราว 5,011 บาท) กวางตุ้งจะปรับเพิ่ม 19% ในเดือน มี.ค. มาอยู่ที่ 1,300 หยวน (ราว 6,088 บาท) ส่วนเซี่ยงไฮ้เตรียมปรับขึ้นอีก 10% จาก 1,120 หยวน (ราว 5,245 บาท) ในวันที่ 1 เม.ย.นี้ ด้านปักกิ่งจะปรับขึ้นอีก 20.8% ภายในปีนี้

อะไรคือเหตุผลที่ทำให้จีนต้องเร่งปรับค่าแรงขั้นต่ำ

หนึ่ง เป็นเพราะจีนกำลังกระอักกับอัตราเงินเฟ้อปรับที่สูงจนน่าใจหาย ทะลุกรอบกำหนดของทางการ แม้ว่าดัชนีราคาผู้บริโภคของเดือน ธ.ค.จะอ่อนตัวลงอยู่ในระดับ 4.6% ต่อปีเมื่อเทียบกับระดับ 5.1% ในเดือน พ.ย. แต่ระดับเงินเฟ้อทั้งปี 2553 อยู่ที่ 3.3% สูงกว่ากรอบเป้าที่ตั้งไว้ คือ 3.0%

ที่สำคัญคือการเพิ่มขึ้นของราคาหมวดอาหารปรับตัวขึ้นสูงมากกว่า 10% ที่สวนทางกับค่าแรง

ดังนั้น การขึ้นค่าแรงก็เพื่อให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น จนก้าวทันกับตัวเลขเงินเฟ้อที่ขยับขึ้น

สอง คือ ปัญหาขาดแคลนแรงงานเนื่องจากความไม่สมดุลของโครงสร้างประชากร ซึ่งเป็นผลจากนโยบายลูกคนเดียวในอดีต ทำให้รัฐบาลต้องหาแรงจูงใจให้ลูกจ้าง

สุดท้าย คือ กระแสโลกาภิวัตน์ (Globali sation) ที่หลั่งไหลเข้ามาในจีน จนทำให้แรงงานจีนที่ตกอยู่ภายใต้ภาวะค่าแรงต่ำมานาน เริ่มหันมาเรียกร้องสวัสดิการต่างๆ จากนายจ้างมากขึ้น ดั่งเช่นกรณีของฮอนด้า ค่ายรถแดนปลาดิบ และฟอกซ์คอนน์ ผู้ผลิตอุปกรณ์ไอทีชื่อดังอย่าง ไอโฟนและไอแพดของแอปเปิล ที่เจอกระแสพนักงานลุกฮือนัดหยุดงานเพื่อขอขึ้นค่าแรง และสวัสดิการต่างๆ

ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้อัตราค่าจ้างของจีนทุกวันนี้ ต้องบวกเพิ่มด้วยรายจ่ายด้านสวัสดิการสังคมที่สูงถึง 50% ของเงินเดือน ซึ่งนับว่าสูงมากเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งในกลุ่มอาเซียน ที่มีรายจ่ายด้านสวัสดิการสังคมไม่ถึง 10%

เงื่อนไขเหล่านี้ ยังผลให้รัฐบาลจีนซึ่งไม่มีทางออกที่ดีกว่านี้ จำใจต้องยอมจ่ายค่าตอบแทนราคาแพงจากการเดินเส้นทางนี้

กล่าวคือ แม้การขึ้นค่าแรงจะเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว เพราะนอกจากจะช่วยยับยั้งเหตุแรงงานก่อจลาจลแล้ว ยังช่วยเกลี่ยช่องว่างทางรายได้ในสังคมให้แคบลง ยิ่งกว่านั้นยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศทางอ้อม เนื่องจากผู้บริโภคมีอำนาจในการซื้อเพิ่มขึ้น

แต่ในทางหนึ่งถือเป็นการบั่นทอนจุดขายและจุดแข็งของจีนในฐานะสวรรค์ของนักลงทุนเช่นกัน เพราะการขึ้นค่าแรง ก็เท่ากับเป็นการเพิ่มต้นทุนในการผลิตสินค้า ส่งผลให้ราคาสินค้าไม่ใช่เฉพาะในจีนเท่านั้น แต่รวมถึงสินค้าในตลาดโลกถีบตัวสูงขึ้นตามไปด้วย

ครีเมนต์ เฉิน ประธานกิตติมศักดิ์ของสหพันธ์แห่งฮ่องกง ระบุว่า การขึ้นค่าจ้างจะสร้างแรงกดดันมหาศาลให้กับภาคการผลิตของบริษัทข้ามชาติ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรม

“ไม่เพียงบริษัทของฮ่องกง แต่รวมถึงบรรษัทสัญชาติไต้หวัน เกาหลี และญี่ปุ่น ต่างเผชิญกับแรงกดดันดังกล่าว” เฉิน เสริมพร้อมคาดการณ์ว่าค่าจ้างจะเพิ่มขึ้นราว 20%

กระนั้นก็ตาม ท่ามกลางวิกฤตที่จีนกำลังเผชิญกลับเป็นโอกาสทองที่หาไม่ได้ง่ายๆ สำคัญกลุ่มประเทศในตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่มีจุดขายเรื่องแรงงานราคาถูก

หากจะเทียบอัตราค่าแรงของประเทศส่วนใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) จะพบว่า อัตราค่าแรงในหลายประเทศตามหลังจีนอยู่ ดั่งเช่น เวียดนามที่อัตราค่าแรงเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 1,152 เหรียญสหรัฐ (ราว 35,769 บาท) อินโดนีเซีย อยู่ที่ 1,089 เหรียญสหรัฐ (ราว 33,813 บาท) ฟิลิปปินส์ อยู่ที่ 2,246 เหรียญสหรัฐ (ราว 69,738 บาท) ส่วนจีนอยู่ที่ 2,250 เหรียญสหรัฐ (ราว 69,862 บาท)

แต่เงื่อนไขนี้ใช้ไม่ได้กับไทยแลนด์และมาเลเซีย ซึ่งมีอัตราค่าแรงสูงกว่าจีน โดยค่าแรงไทยต่อปีอยู่ที่ 2,451 เหรียญสหรัฐ (ราว 76,103 บาท) ส่วนมาเลเซียอยู่ที่ 4,735 เหรียญสหรัฐ (ราว 147,022 บาท)

จากปัจจัยบวกนี้เอง อาจทำให้บรรดาบริษัทข้ามชาติสบโอกาสย้ายฐานการผลิตมาซบประเทศที่สามารถช่วยให้บริษัททำกำไรได้มากกว่า แม้ว่าอาจจะเป็นรองจีนในแง่ของขนาดตลาด และระบบโลจิสติกส์ที่ทันสมัย

วิลเลียม โล นักวิเคราะห์จากแอมเพิล แคปิตอล ระบุว่า การขึ้นค่าแรงล่าสุดนี้ จะส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมเบา เช่น สิ่งทอ กระเป๋า รองเท้า และเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่ต้องการผลิตสินค้าที่มีต้นทุนต่ำ ดังนั้นการย้ายฐานการผลิตไปหาแหล่งที่มีค่าแรงถูกกว่า จึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

“โคช” แบรนด์เครื่องหนังระดับพรีเมียม เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ตัวแทนจากโคชเปิดเผยว่าเตรียมจะลดทอนการผลิตกระเป๋าถือและกระเป๋าสตางค์ในจีน พร้อมกันนี้ยังเล็งย้ายฐานการผลิตไปยังเวียดนามและอินเดีย ซึ่งมีแรงงานถูก

สำทับด้วยรายงานจากหอการค้าของสหรัฐในนครเซี่ยงไฮ้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ระบุว่า 85% ของบริษัทที่สำรวจเชื่อว่า ต้นทุนที่สูงขึ้นจากการขึ้นค่าแรงอาจส่งผลกระทบต่อศักยภาพในการแข่งขันเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งมีแรงงานถูกกว่า

อย่างไรก็ตาม แม้โอกาสทองจะอยู่ใกล้แค่เอื้อม แต่เพราะจุดเด่นเรื่องสาธารณูปโภคพื้นฐาน และระบบสายส่งที่ทรงประสิทธิภาพ กอปรกับตลาดผู้บริโภคที่มีขนาดใหญ่มหึมาตามจำนวนประชากร ทำให้บริษัทข้ามชาติบางรายเริ่มลังเล หากคิดจะโบกมือลาจีน

ดังจะเห็นว่ามีบริษัทข้ามชาติบางแห่งเลือกที่จะเปลี่ยนโลเกชันฐานการผลิตจากพื้นที่ชายฝั่งตะวันออกที่มีค่าใช้จ่ายสูง ไปยังพื้นที่ชนบททางตะวันตกของจีน ซึ่งแม้จะมีระบบสาธารณูปโภคในภาคตะวันตกที่ย่ำแย่ โดยเฉพาะถนน เพราะยังอยากอาศัยใบบุญพญามังกรต่อไป

จากจุดนี้เอง สะท้อนให้เห็นว่า มังกรจีนในบทบาท “โรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่” ของโลกไม่ได้มีดีแค่แรงงานถูก แต่ยังมีปัจจัยเกื้อหนุนอื่นที่ตรึงใจผู้ผลิตไว้

นี่จึงเป็นอีกโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลของชาติอาเซียน โดยเฉพาะไทยต้องหันกลับมาถามตัวเองว่า นอกจากจุดขายเรื่องค่าจ้างราคาที่ต่ำแล้ว ไทยแลนด์จะสามารถพัฒนาศักยภาพด้านใดได้อีกบ้าง เพื่อคว้าโอกาสทองตรงหน้าไว้ให้อยู่หมัด

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท