posttoday

“ณัฐพงศ์” ถามมท. ปมปัญหาโรงขยะอ่อนนุช หลายที่ใกล้หมดสัญญา

06 มีนาคม 2568

“ณัฐพงศ์” ถามมท. ปมปัญหาโรงขยะอ่อนนุช ปี 69-70 จะมีการต่อสัญญาหรือไม่ ด้าน รมช.แจงหลายโรงจะไม่ต่อสัญญา เตรียมสร้างโรงใหม่ใช้เทคโนโลยีลดมลพิษมากขึ้น

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นายณัฐพงศ์ เปรมพูลสวัสดิ์ สส.กรุงเทพฯ เขต 21 พรรคประชาชน ได้ตั้งกระทู้ทั่วไปถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ถึงกรณีปัญหากลิ่นเหม็นจากศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุช ที่อยู่ภายใต้สังกัดกรุงเทพมหานคร (กทม.) โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้มอบหมายให้ น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย มาเป็นผู้ตอบกระทู้แทน

 

นายณัฐพงศ์ ระบุว่า ที่ผ่านมาตนและ สส.พรรคประชาชนในพื้นที่กรุงเทพได้ใช้หลายช่องทางในการแก้ปัญหานี้ให้ประชาชน ทั้งการหารือกับสำนักสิ่งแวดล้อม กทม. หรือการใช้ช่องทางสภา กทม. ผ่าน สก.พรรคประชาชน รวมทั้งการปรึกษาหารือในสภาผู้แทนราษฎร แต่ก็ยังไม่ได้มีการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม

 

ปัญหากลิ่นจากโรงขยะอ่อนนุชเป็นเรื่องใหญ่มาก ไม่ใช่แค่สำหรับเขตประเวศและสะพานสูงเท่านั้น แต่ยังข้ามไปถึงพื้นที่ใกล้เคียง ทั้งลาดกระบัง สวนหลวง บางนา พระโขนง และยังมีศูนย์กำจัดมูลฝอยสายไหมที่ได้สร้างผลกระทบในลักษณะเดียวกัน

 

ในช่วงหน้าหนาวและหน้าฝนประชาชนต่างสะท้อนมาว่ากลิ่นไปหลายกิโลเมตรมาก ประชาชนต่างอดทนมานานหลายปีแต่ก็ยังไม่มีการแก้ไข

 

สิ่งที่สำคัญคือสัญญาการจัดการขยะที่ศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุช ซึ่งเป็นศูนย์ที่ใหญ่ที่สุดของ กทม. มีพื้นที่ 580 ไร่ ภายในมีหลายโครงการ แต่ละโครงการมีสัญญาที่แยกและทำร่วมกับเอกชนที่มีความเกี่ยวข้องหลายโครงการ

 

เท่าที่ตนได้รับทราบข้อมูลมามี 8 สัญญา ทั้งศูนย์กำจัดมูลฝอยติดเชื้อ โรงหมักปุ๋ย แต่ที่น่าสนใจคือหลายโครงการและสัญญากำลังจะหมดสัญญาพอดีในช่วงปี 2569-2570 สิ่งที่สำคัญคือแนวทางหลังหมดสัญญาไปแล้วจะมีการดำเนินการอย่างไรต่อไป

นายณัฐพงศ์ กล่าวต่อไปว่า ตอนนี้ประชาชนสงสัยว่าหากหมดสัญญาแล้วผู้ใหญ่ใน กทม. หลายท่านก็รับปากว่าในบางโครงการอาจจะปิดหรือไม่ต่อสัญญา ตนจึงอยากทราบว่าแนวทางของกระทรวงมหาดไทยที่รับทราบจาก กทม. มาเป็นไปเช่นนั้นหรือไม่ จะดำเนินการอย่างไรต่อ จะมีการยกเลิกสัญญาหรือไม่ หากมีการต่อสัญญาจะมีการพิจารณาเงื่อนไขอย่างไรให้ประชาชนไม่ได้รับผลกระทบจากมลพิษอย่างที่ผ่านมา

 

ด้านน.ส.ธีรรัตน์ ระบุว่า ปัญหากลิ่นจากศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุชเป็นปัญหาที่เรื้อรังมาอย่างยาวนานและตนก็ได้รับทราบถึงปัญหานี้จากประสบการณ์ตรงที่ต้องเดินทางผ่านเส้นทางที่ได้รับผลกระทบตลอดเวลาสมัยที่เป็นนักศึกษา

 

ที่ผ่านมาศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุชมีการปรับปรุงมาสม่ำเสมอ ทั้งโรงกำจัดขยะ ระบบปิด การใส่สารเคมีต่างๆ แต่ก็ยังมีปัญหาที่ทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบมาโดยตลอด

 

กทม. มีปริมาณขยะมูลฝอยชุมชนที่ต้องกำจัดเฉลี่ยวันละประมาณ 9,500 ตัน โดยมีมูลฝอยที่จะถูกรวบรวมและส่งไปยังศูนย์กำจัดมูลฝอย 3 แห่ง คือที่ศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุชประมาณ 4,000 ตันต่อวัน ศูนย์กำจัดมูลฝอยหนองแขม 3,500 ตันต่อวัน และศูนย์กำจัดมูลฝอยสายไหมประมาณ 2,000 ตันต่อวัน โดยใช้วิธีฝังกลบที่เป็นไปตามหลักสุขาภิบาล ทำปุ๋ย และวิธีผสมผสาน 

 

น.ส.ธีรรัตน์ กล่าวต่อไปว่า จากที่ตนได้ทราบมา ศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุชมี 10 สัญญาด้วยกัน สัญญาที่กำลังจะหมดไปมี 2 สัญญาที่เป็นจุดสำคัญ คือในส่วนของโรงงานทำปุ๋ยหมักขนาด 1,000 ตันต่อวัน หมดสัญญาประมาณปี 2570 ประกอบการมาแล้ว 8 ปี

อีกส่วนคือโรงงานกำจัดมูลฝอยด้วยวิธีการหมักทำปุ๋ยขนาด 600 ตันต่อวัน ประกอบการมา 10 ปี หมดสัญญาเดือนธันวาคม 2569 ซึ่งกลิ่นที่ได้รับปัจจุบันส่วนมากเกิดจากโรงขยะที่ทำเป็นปุ๋ย บางครั้งมีกลิ่นเล็ดรอดออกมาและปลิวไปตามลม

 

หากโรงขยะสองโรงนี้หมดสัญญาแล้วก็มีแนวโน้มว่าจะมีการก่อสร้างโรงกำจัดมูลฝอยโดยใช้เทคโนโลยีแบบใหม่ขึ้นมา เพิ่มสารต่างๆเพื่อลดกลิ่นและการทำห้องที่มีความกดอากาศไม่ให้กลิ่นภายในออกไปข้างนอก 

 

ซึ่งในขณะนี้ได้มีโครงการที่มีเอกชนเข้ามา มีระบบเตาเผามูลฝอยที่จะรับได้อย่างต่ำ 1,000 ตัน สูงสุด 1,600 ตันต่อวัน ในช่วงที่จะมีการหมดสัญญาของสองโรงจะมีการใช้โรงนี้มารองรับได้ และมีแนวคิดในการศึกษาร่วมกันในการขนขยะจากภายภายในศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุชไปที่ต่างจังหวัดเพื่อให้กำจัดได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่ทำให้สิ่งแวดล้อมเสียหายต่อไปด้วย

 

นายณัฐพงศ์ ถามกระทู้ต่อ เป็นคำถามที่สอง โดยระบุว่าจากคำตอบของ รมช.มหาดไทย มีความชัดเจนพอสมควรว่าสัญญาในบางโรงที่จะหมดช่วงปี 2569-2570 น่าจะปล่อยให้หมดสัญญาและไม่ขยายสัญญา ดังนั้นคำถามในรอบที่สองจะเน้นในเรื่องการทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น

 

ที่ผ่านมาตนต้องสะท้อนไปถึงรัฐมนตรีและ กทม. ว่าปัญหาการกระทบกระทั่งระหว่างโรงขยะกับประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงมีอยู่หลายครั้ง จากการที่ประชาชนรู้สึกไม่เชื่อใจทางศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุช หลายครั้งประชาชนอยากรู้ว่าตรงไหนที่ส่งกลิ่น เมื่อเข้าไปดูก็มีเจ้าหน้าที่ออกมาไล่ไม่ให้ถ่ายภาพ 

 

ประเด็นสำคัญคือการทำอย่างไรให้ศูนย์อ่อนนุชสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจให้ประชาชนในพื้นที่มากขึ้น สิ่งที่สำคัญคือการทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการนี้มากขึ้น อย่างแรกคือการเปิดเผยข้อมูลมลพิษ

 

ขณะนี้โรงขยะหลายโรงยังไม่มีการติดตั้งป้ายที่แสดงให้เห็นค่ามลพิษว่ามีปริมาณเท่าไหร่ จากการประชุมร่วมกับสภา กทม. และสำนักสิ่งแวเดล้อม กทม. พบว่าบางโรง เช่นเตาเผาขยะติดเชื้อ มีอยู่ทั้งหมด 3 เตา

 

สำนักสิ่งแวดล้อม กทม. แจ้งว่ามีการติดตั้งเครื่องวัดมลพิษแล้วแต่ยังไม่มีการเชื่อมต่อระบบกับกรมโรงงาน จึงยังไม่ได้มีการเปิดเผยค่ามลพิษออกมา ซึ่งต่อไปศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุชควรมีการกำหนดให้โรงขยะต่างๆ เปิดเผยข้อมูลการปลดปล่อยมลพิษออกมาทั้งหมด

 

นายณัฐพงศ์ กล่าวต่อไปว่า ขณะเดียวกันควรต้องมีช่องทางในการทำให้ประชาชนสามารถเข้าร้องเรียนปัญหาได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น ที่ผ่านมาประชาชนร้องเรียนผ่านช่องทางแทรฟฟี่ ฟองดูว์ ก็มีการตอบว่าแก้ปัญหาแล้วทั้งที่ยังไม่มีการแก้ไข

 

ขณะเดียวกันในบางโรงก็มีเรื่องของการแต่งตั้งคณะกรรมการเข้าไปติดตามและอนุญาตให้คณะกรรมการเข้าไปดูในโรงงานได้ก็เป็นช่องทางหนึ่ง แต่โรงขยะอื่นๆ ที่อยู่ในนั้นก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะเปิดให้ประชาชนร่วมตรวจสอบและรับทราบได้อย่างไร 

 

สิ่งที่สำคัญคือการที่ศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุชต้องเปิดให้ประชาชนได้รับรู้รับทราบว่าเกิดอะไรขึ้นในศูนย์บ้าง และการปล่อยมลพิษมีค่าเท่าไหร่ คำถามคือกระทรวงมหาดไทยจะมีแนวทางอย่างไรในการเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมและรับรู้รับทราบข้อมูลต่างๆ ภายในศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุชอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ปัญหาเหล่านี้แก้ไขได้โดยไม่ต้องมารบกวนเวลาสภาต่อไปในอนาคต

 

ในส่วนของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ระบุว่าปัญหานี้หมักหมมมานานและทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันว่าต้องให้ความสำคัญอย่างจริงจัง ตนมีโอกาสเดินทางไปดูงานในจังหวัดต่างๆ ที่มีการจัดการขยะที่ดี และตนก็ยินดีให้ความสนับสนุนในการรับฟังความคิดเห็น กทม.

 

แม้จะมีแทรฟฟี่ ฟองดูว์ แต่ปัญหานี้อาจจะใหญ่เกินไป ตอนนี้ตนได้มารับทราบปัญหาแล้ว จะมีการทำงานร่วมกันระหว่างผู้แทนกับประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

 

นอกจากนี้ การนำขยะรวมกันนำไปสู่ปัญหาในโรงขยะ หากบ้านเรือนต่างๆ สามารถคัดแยกขยะได้อย่างดีก็จะลดปัญหาขยะที่ต้องใช้วิธีการเผาอย่างเดียวให้มีปริมาณน้อยลงได้ ปัญหาที่เรื้อรังมานานก็จะได้รับการแก้ไขอย่างยั่งยืนที่สุด

 

ธีรรัตน์กล่าวต่อไปว่าสำหรับเรื่องของการตั้งเงื่อนไขของคู่สัญญาที่จะเข้ามาทำงานร่วมกับ กทม. ในการจัดเก็บขยะ ปัจจุบันไม่ได้มีการบังคับว่าต้องมีการวัดค่ามลพิษ แต่ในอนาคตจะต้องมีการกำหนดว่าผู้ประกอบการที่จะเข้ามาทำสัญญากับ กทม.

 

ต้องมีหลักเกณฑ์ในเรื่องการวัดค่ามลพิษต่างๆ พร้อมมีบทลงโทษและการปรับ ไม่ใช่แค่การขอความร่วมมือและตักเตือนเท่านั้น เป็นแนวทางหนึ่งที่อาจมีการพูดคุยกันเพื่อทำให้การต่อสัญญาและทำสัญญากับผู้ประกอบการใหม่ๆ ลดปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันได้

ข่าวล่าสุด

ตรวจเข้มผู้ค้าน้ำมันทั่วประเทศ ป้องกันกักตุน - ลักลอบจำหน่าย