posttoday
เสียงปี่ เสียงกลอง

เสียงปี่ เสียงกลอง

29 มกราคม 2554

....ทวี สุรฤทธิกุล

“อี๊ แอ แอ แอ่ แอ่ แอ แอ อี...”

“ป๊ะ โท่น ป๊ะ ปะ ป๊ะ โท่น ป๊ะ...”

คือเสียงปี่และกลองที่ประกอบในการชกมวยหรือฟันดาบไทย (กระบี่กระบอง) ในทำนองเพลง “สะระหม่า” (ความจริงคือเพลงแขกเจ้าเซ็น) ที่ใช้เครื่องดนตรีแค่ 3 ชิ้น คือ ปี่ กลอง และฉิ่ง ซึ่งบางทีก็เรียกวงดนตรีแบบที่เล็กที่สุดนี้ว่า “วงสะระหม่า”

ธรรมเนียมการต่อสู้ของไทย ไม่ว่าจะเป็นการชกมวยหรือฟันดาบ ต้องเริ่มต้นด้วยการไหว้ครูด้วยเพลงสะระหม่าที่จังหวะช้าๆ แต่มีพลังคึกคัก สำหรับมวยไทยนั้นในยกที่ 4 และ 5 จะมีการเร่งจังหวะขึ้นในเพลงเชิดฉิ่ง ที่นักดนตรีจะรัวฉิ่งถี่ยิบพร้อมกลองแขกที่ตีจังหวะเร่งเร้าอย่างรวดเร็วไม่แพ้กัน ในขณะที่เสียงปี่จะเงียบไป เพราะต้องการจะส่งสัญญาณให้นักมวยรีบทำคะแนนเพื่อชัยชนะนั้นเสีย หรือถ้าคะแนนยังตามอยู่ก็จะได้รีบต่อยและเตะเก็บคะแนนเอาชนะให้ได้

ในทางการเมือง “การเลือกตั้ง” คือเสียงปี่เสียงกลองที่ว่า ครั้นพอประกาศว่าจะมีการเลือกตั้งขึ้นครั้งใด คนที่เป็นนักการเมืองก็จะตื่นตัว มีอาการหูผึ่งเพื่อติดตามข่าวสารรายละเอียดของการเลือกตั้ง เนื้อตัวมันซู่ซ่าร้อนรุ่มอยากจะออกหาเสียงในทันที ในลำคอแห้งผากด้วยกระหายที่จะดื่มด่ำบรรยากาศของการหาเสียง มีอาการกระวนกระวายไม่อยู่สุข เหมือนคนไม่ได้เสพยาหรืออดสุรามาได้สักระยะกระนั้น

ใน พ.ศ. 2489 บรรยากาศทางการเมืองไทยเปิดกว้างอย่างเต็มที่ในเรื่องการเลือกตั้ง (เนื่องจากก่อนหน้านี้แม้จะมีการเลือกตั้งก็เป็นการเลือกตั้งทางอ้อมตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2475 และไม่เปิดให้มีพรรคการเมืองอื่นนอกจากคณะราษฎรหรือคณะผู้เปลี่ยนแปลงการปกครอง) เพราะรัฐธรรมนูญที่เพิ่งประกาศใช้ใน พ.ศ. นั้น เปิดโอกาสให้มีการตั้งพรรคการเมืองพร้อมด้วยการให้เสรีภาพในการหาเสียงแบบที่มีอยู่ในเมืองนอกอย่างเต็มที่

ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช กับพวกได้ตั้งพรรคก้าวหน้าขึ้นเป็นพรรคการเมืองพรรคแรกของไทยในปีนั้น แต่ต่อมาก็ได้ไปรวมเข้ากับพรรคประชาธิปัตย์เพื่อที่จะจับขั้วกันต่อสู้กับกลุ่มการเมืองอีกพวกหนึ่งที่ตั้งขึ้นมาหนุนหลวงประดิษฐ์มนูธรรม น่าเสียดายที่ระบบสองพรรคจากการแบ่งขั้วในครั้งนั้นไม่สามารถพัฒนาต่อไปได้เนื่องจากมีการรัฐประหารในปีต่อมา

อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งใน พ.ศ. 2489 ก็มีความเข้มข้นเป็นอย่างยิ่ง มีการเดินไปตามตรอกซอกซอยและชุมชนต่างๆ เพื่อ “เคาะประตูบ้าน” อันเป็นเทคนิคในการหาเสียงแบบถึงเนื้อถึงตัว ในขณะเดียวกันก็มีการตั้งเวทีปราศรัยซึ่งตอนนั้นก็ใช้วิธีการเดียวกันกับฝรั่ง คือเพียงแค่หาลังไม้หรือโต๊ะเก้าอี้มาต่อกันเป็นเวทีแล้วขึ้นพูดหาเสียง ซึ่งก็สามารถสร้างความตื่นเต้นให้กับผู้คนที่ผ่านไปมาได้เป็นอย่างดี จนเมื่อจำนวนผู้ฟังมีมากขึ้นจึงได้มีการต่อเวทีบนหลังคารถอย่างที่เป็นความนิยมในสมัยหลังๆ

สภาใน พ.ศ. 2489 แม้จะอยู่ได้ไม่ถึงปีเพราะมีรัฐประหารในปี 2490 แต่ก็ได้เพาะ “เชื้อบ้าทางการเมือง” ให้กับผู้ที่เคยลงสมัครรับเลือกตั้งให้เกิดความตะครั่นตะครอเหมือนเป็นไข้มาลาเรีย เพราะเมื่อมีการเลือกตั้งใน พ.ศ. 2492 ภายหลังที่มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็มีผู้ลงสมัครเป็นจำนวนมาก ส่วนหนึ่งและส่วนใหญ่นั้นก็คืออดีตผู้สมัครที่เคยลงเลือกตั้งมาตั้งแต่ปี 2489 นั่นเอง เช่นเดียวกันกับการเลือกตั้งในปี 2494 ที่รัฐบาลเผด็จการของจอมพล ป. พิบูลสงคราม คาดหวังว่าจะลดจำนวน สส.หน้าเก่าๆ ที่เป็นเสี้ยนหนามของรัฐบาลนั้นลงได้บ้าง แต่ก็ยังได้รับชัยชนะเข้ามาในสภาเป็นจำนวนมากเหมือนเดิม

ก่อนจะขึ้นพุทธศตวรรษใหม่ พ.ศ. 2500 จอมพล ป. ได้ขบคิดกับลิ่วล้อเพื่อที่จะวางแผนยึดอำนาจในสภาด้วยการเลือกตั้ง ถึงขั้นส่งนายทหารใหญ่มาคุมพรรคเสรีมนังคศิลาในทุกระดับ มีการกำชับข้าราชการทุกกระทรวงในทุกพื้นที่ต้องเข้ามา “ดูแล” การหย่อนบัตรลงคะแนน อุปกรณ์การเลือกตั้งที่สำคัญคือกล่องใส่บัตรก็มีการ “ตระเตรียม” ไว้เป็นพิเศษ รวมทั้ง “พลร่ม” คือบรรดาคนของรัฐบาลที่จะไปหย่อนบัตรลงในกล่อง ทั้งในรูปแบบของ “ไพ่ไฟ” คือมีบัตรใส่ไว้ในกล่องนั้นล่วงหน้าแล้ว หรือ “เวียนเทียน” คือหมุนเวียนกันไปหย่อนบัตรให้ได้จำนวนมากๆ อันเป็นที่มาของคำว่า “ผี” หรือคนที่ไม่มีชื่อในเขตเลือกตั้งแต่ไปลงคะแนนแทนคนในเขตเลือกตั้งนั้นๆ

ถ้าจะเล่ากันให้ละเอียดก็จะเห็นปรากฏการณ์เหมือนๆ กันนี้เกิดขึ้นในการเลือกตั้งทุกครั้ง นั่นก็คือคนจำนวนไม่น้อยเห็นว่าการเลือกตั้งเป็นเรื่องสนุกหรือท้าทาย พอมีเลือกตั้งก็รีบไปหาทางที่จะลงสมัครให้ได้ ส่วนจะได้รับเลือกตั้งเข้ามาหรือไม่ หรือจะต้องสิ้นเปลืองอะไรเท่าไรนั้นเป็นเรื่องรอง ตามนิสัยคนไทยที่ว่า “ถึงไหนถึงกัน” และ “เท่าไหร่เท่ากัน” ยิ่งในสมัยนี้มีสื่อให้ได้ออกสู่สาธารณะหลากหลายมากมาย การได้เป็นข่าวหรือมีภาพตัวเองปรากฏอยู่ในโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์จึงเป็นความตื่นเต้นที่สุดในชีวิต ประหนึ่งว่าได้ถึงจุดสุดยอดบางอย่างแล้ว !

ขณะนี้มีสัญญาณว่าน่าจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นไม่ช้าก็เร็วนี้ (ถ้าไม่มีใครไปแหย่ทหารให้ลุกออกมาปฏิวัติเสียก่อน) จึงได้เห็นกลุ่มการเมืองทั้งหลายแสดงอาการ “กระดี๊กระด๊า” ออกมาอย่างถ้วนทั่ว แต่ก็มีบางพรรคที่ยังไม่ค่อยจะพร้อมแสดงอาการละล้าละลังบ้าง แต่ก็อยากจะให้มีการเลือกตั้งในเร็วๆ วันนี้เช่นกัน พฤติการณ์แบบนี้เคยมีลิเกเอาไปร้องเป็นกลอนเปรียบเทียบไว้ว่า

“ปี่กลองเลือกตั้งดังขึ้นแล้ว โจรการเมืองเผ่นแผล็วขึ้นเห่าหอน

สาบถสาบานชูคอสลอน คำหวานคอยป้อนชาวบ้าน

เหมือนคุณเล็บงามเดือนสิบสอง... กลัดมันกลัดหนอง...สันดาน”

เตร๊ง เตรง เตร่ง เตร๊ง... เตรง เตร่ง เตร๊ง เตรง เตร่ง...

มีผู้หลักผู้ใหญ่ท่านหนึ่งที่เคยเป็นถึงประธานรัฐสภาพูดทีเล่นทีจริงว่า ถ้าจะให้ประเทศไทยมีพัฒนาการเมืองที่ดี ต้องเชิญพวกนักการเมืองแนวโบราณหรือพวก “เลือดเก่า” ในสภาออกไปเสียทั้งหมด พร้อมกันนั้นก็นำ “เลือดใหม่” หรือนักการเมืองหน้าใหม่ๆ เข้ามาแทนที่ในสภา

บังเอิญที่สังคมไทยไม่ได้กว้างขวางอะไรนัก เพราะเลือดใหม่ที่จะเข้ามานั้นก็ไม่พ้นทายาทของพวกเลือดเก่า และที่น่าสังเวชก็คือพวกเลือดใหม่นั่นเองที่ถูกพวกเลือดเก่า “ถ่มน้ำลาย” ให้รับมรดกของความเป็นนักการเมืองพันธุ์เก่า ซึ่งก็เป็นเช่นนี้มารุ่นแล้วรุ่นเล่า

บางทีการเมืองไทยอาจจะต้องลากถูลู่ถูกังกันไปแบบนี้อีกนาน คือลากไปทั้งหัวถลอกเกรียนๆ ตัวมีกลากเกลื้อนเป็นตะปุ่มตะป่ำ และหางสีแดงๆ นี้ไปด้วยกัน !

ข่าวล่าสุด

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล