
สางปัญหาทั้งระบบ
ปัญหาน้ำมันปาล์มขาดแคลนดูท่าคงจะไม่สามารถคลี่คลายได้ภายในเดือนมี.ค. อย่างที่กระทรวงพาณิชย์หวังไว้ ทั้งยังน่าเป็นห่วงด้วยว่า สถานการณ์จะยิ่งรุนแรงหนักขึ้นอีก หลังจากมีการประเมินตัวเลขปริมาณผลผลิตปาล์มน้ำมันผิดพลาด จากที่ควรจะมีสต๊อกเหลือในเดือน ม.ค. 7.8 หมื่นตัน ในความเป็นจริงเหลือแค่ 4 หมื่นตัน ห่างจากตัวเลขที่ควรจะเป็น คือ ต้องมีสต๊อกอย่างน้อย 1.2 แสนตัน ชนิดเทียบกันไม่ติด
แน่นอนว่าแนวทางแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเวลานี้ เหลืออยู่ทางเดียวคือต้องนำเข้าเพิ่ม หลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่เช่นนั้นผู้บริโภคตลอดจนอุตสาหกรรมที่จำเป็นต้องใช้น้ำมันปาล์มจะเดือดร้อนหนัก และส่งผลกระทบต่อไปถึงกลุ่มสินค้าอื่นๆ อย่างหนักหน่วง
ถึงเวลานี้คณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ ที่มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ควรต้องทบทวนการวางมาตรการแก้ปัญหาเรื่องนี้ให้รอบด้านเสียที
การผลักภาระให้เป็นหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์เพียงหน่วยงานเดียวเหมือนที่แล้วมา นอกจากไม่สามารถบรรเทาปัญหาได้แล้ว ยังเป็นการปล่อยให้ปัญหาสะสมเป็นเวลาเนิ่นนานขึ้นไปอีก
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นอีกหนึ่งหน่วยงานที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน ในฐานะผู้ดูแลเรื่องการผลิต ควรต้องตื่นตัวหาทางรับมือกับผลผลิตที่ลดลงได้แล้ว จะส่งเสริมเกษตรกร หรือจะมีแผนขยับขยายพื้นที่เพาะปลูกอย่างไรต้องทำให้ชัด เพราะปัจจุบันไม่ใช่แค่การบริโภคของประชาชนและอุตสาหกรรมอาหารเท่านั้นที่ใช้น้ำมันปาล์ม หากแต่ยังมีกิจการด้านพลังงานเข้ามาเป็นตัวแปรร่วมใช้ด้วย ซึ่งกลุ่มหลังนี้แนวโน้มมีอัตราการเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ตามทิศทางของราคาน้ำมันขาขึ้นในตลาดโลก เมื่อผลผลิตปาล์มน้ำมันผันผวน การเดินหน้าของพลังงานทดแทนก็พลอยสะดุดตาม
ความเป็นเอกภาพในการร่วมกันแก้ปัญหาเท่านั้นที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนให้ปัญหาน้ำมันปาล์มยุติลงได้ ส่วนการขยายการนำเข้าควบคู่กับการคุมราคา อีกไม่ช้าคงถึงทางตัน เพราะรัฐต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายไปเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด
คงต้องฝากความหวังไว้กับการประชุมคณะกรรมการนโยบายปาล์มฯ วันที่ 1 ก.พ.นี้ เหล่าบรรดาผู้บริหารทั้งหลายคงจะมีวิสัยทัศน์ต่อการแก้ปัญหาได้ดีกว่าที่เป็นอยู่







