
“พริษฐ์” อัดรัฐบาล “แก้รัฐธรรมนูญเดินอ้อม-สถานบันเทิงครบวงจรเต็มสปีด”
“พริษฐ์” อัดรัฐบาล “แก้รัฐธรรมนูญเดินอ้อม-สถานบันเทิงครบวงจรเต็มสปีด” สะท้อนชัดนายกฯ - พรรคแกนนำรัฐบาล มีเจตจำนงไม่เท่ากัน
ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 17 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) วันที่ 20 ก.พ. 2568 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ตั้งกระทู้ถามสดด้วยวาจาต่อแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับ 2 นโยบายของรัฐบาลที่บรรจุในคำแถลงนโยบายที่นายกแถลงต่อรัฐสภาเมื่อเดือนกันยายน 2567 ซึ่งประชาชนย่อมคาดหวังให้ทุกพรรคการเมืองในซีกรัฐบาลร่วมผลักดันอย่างเป็นเอกภาพและสุดความสามารถ โดยนายกฯ มอบหมาย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นผู้ตอบคำถามแทน
นายพริษฐ์ กล่าวว่า มีอย่างน้อย 2 นโยบายของรัฐบาลที่ดูจะมีความเห็นต่างระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลในลักษณะคล้ายๆ กันแต่กลับมีชะตากรรมและผลลัพธ์ที่ไม่เหมือนกันครับ นั่นคือนโยบาย “จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” กับนโยบาย “สถานบันเทิงครบวงจร (กาสิโน)” ที่พรรคเพื่อไทยดันสุดตัวแม้ไม่ได้หาเสียงไว้
สำหรับนโยบายเรื่องรัฐธรรมนูญ ตนเชื่อว่าการที่รัฐบาลใช้คำว่า “เร่งจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน” ก็เพราะรัฐบาลทราบดีว่ายิ่งเราอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 ต่อไปนานเท่าไร ปัญหาเดิมๆ หลายอย่างก็จะยังอยู่ ไม่ว่าจะเป็นกลไกการปราบโกงที่อ่อนแอจนทำให้คะแนนความโปร่งใสของไทยแย่สุดในรอบ 12 ปี หรือระบบการเมืองที่ขาดเสถียรภาพและหลักนิติรัฐนิติธรรม ซึ่งสำคัญต่อการดึงดูดการลงทุนและการเติบโตทางเศรษฐกิจ
เมื่อสิ้นปี 2567 ทุกอย่างดูจะไปได้เร็วขึ้น หลังจากตนรวบรวมข้อมูลและหลักฐานเพื่อร่วมนำเสนอต่อคณะกรรมการของประธานรัฐสภาจนประธานรัฐสภาเห็นตรงกันว่าเราสามารถลดจำนวนประชามติเกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จาก 3 เหลือ 2 ครั้ง และบรรจุร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทย เข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมเมื่อวันที่ 13-14 ก.พ.
แต่แม้รัฐบาลทราบเรื่องนี้มาหลายเดือน รัฐบาลกลับไม่ได้พยายามมากพอในการผลักดันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าว ไม่ได้เสนอร่างของ ครม. หรือจะแค่พูดคุยกันในที่ประชุม ครม. ตนเข้าใจว่ารัฐบาลก็ยังไม่ทำ และพอถึงคิวต้องพิจารณา สส. รัฐบาลก็ต่างร่วมกันทำให้การประชุมดังกล่าวล่มลง
พรรคแกนนำรัฐบาลอย่างพรรคเพื่อไทยพยายามอธิบายกับสังคมว่าทั้งหมดนี้เป็นเพราะพรรคร่วมรัฐบาลพรรคหนึ่ง และ สว. ที่เขาว่ากันว่าหัวใจเดียวกัน มีข้อกังวลทางกฎหมายว่าสิ่งที่เราดำเนินการกันอยู่ จะไปขัดกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ จึงจำเป็นต้อง “เดินอ้อม” โดยการให้รัฐสภาส่งเรื่องไปถามศาลรัฐธรรมนูญเสียก่อน แม้ตนยืนยันว่าสิ่งที่รัฐสภาดำเนินการไม่ขัดกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญและรัฐสภาเคยส่งเรื่องในลักษณะทำนองเดียวกันไปที่ศาลฯ มาแล้ว 2 ครั้ง แต่ตนก็เคารพว่าเป็นสิทธิของสมาชิกรัฐสภาที่จะเสนอให้รัฐสภาส่งเรื่องไปศาลรัฐธรรมนูญเป็นครั้งที่ 3 ได้
คำถามสำคัญคือรัฐบาลยืนยันใช่หรือไม่ ว่าเหตุผลที่ทำให้พรรคร่วมรัฐบาลและ สว. ที่ว่ากันว่าหัวใจเดียวกัน ยังไม่พร้อมสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเพราะ “ข้อกังวลทางกฎหมาย” ที่เชื่อว่าจะเคลียร์ได้ด้วยการส่งเรื่องไปศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เป็นเพราะ “จุดยืนทางการเมืองของพรรคร่วมรัฐบาล” ที่ลึกๆ แล้วไม่ได้อยากแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งถ้าเป็นปัญหานี้จะเคลียร์ได้ ต้องอาศัยภาวะความเป็นผู้นำของนายกฯ
ในคำถามนี้ตนมีคำถามย่อย 3 ข้อ
(1) หากสิ่งที่พรรคร่วมรัฐบาลและ สว. ต้องการ เพื่อเดินหน้าต่อคือความชัดเจนจากศาลรัฐธรรมนูญ แล้วเหตุใดสัปดาห์ที่แล้ว สส. พรรคภูมิใจไทยเกือบ 70 คนและ สว. หัวใจเดียวกันอีกกว่าร้อยคน ถึงไม่มาลงมติสนับสนุนเพื่อเร่งส่งเรื่องไปศาลรัฐธรรมนูญ
(2) แม้ 2 วันก่อนหน้านี้ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยออกมาให้สัมภาษณ์ว่า สส. พร้อมเปลี่ยนใจมาร่วมโหวตและสนับสนุนการส่งเรื่องไปศาลรัฐธรรมนูญ และพร้อมสนับสนุนการแก้รัฐธรรมนูญ หากสิ้นข้อสงสัยเรื่องกฎหมาย แต่ตราบใดที่ สว. หัวใจเดียวกันไม่เปลี่ยนใจมาร่วมโหวตสนับสนุนญัตติดังกล่าว อะไรจะเป็นหลักประกันว่าแม้ศาลรัฐธรรมนูญจะให้คำตอบกลับมาว่าเดินหน้าต่อได้ สว. กลุ่มนี้จะไม่ขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยเหตุผลอื่น เพราะแม้คน 2 กลุ่มนี้อาจมี “หัวใจเดียวกัน” แต่ก็อาจตั้งใจ “แสดงออกไม่เหมือนกัน”
(3) เราจะเชื่อคำพูดจากใครได้บ้าง ในเมื่อสัปดาห์ที่แล้วขณะที่นายกฯ ให้สัมภาษณ์เมื่อวันพฤหัสบดีตอนบ่ายว่าได้คุยกับพรรคร่วมรัฐบาลเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญแล้ว แต่ผ่านไปไม่กี่ชั่วโมงหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยกลับให้สัมภาษณ์ตอนเย็นว่านายกฯ “ไม่เคยมาคุย” หรือหารือเรื่องแก้รัฐธรรมนูญเลย พูดขัดแย้งกันต่อหน้าประชาชนจนทำให้สังคมเถียงกันมาตลอดสัปดาห์ว่าใครกันแน่ที่พูดไม่จริง
ด้านนายประเสริฐตอบคำถามแรก ยืนยันว่ารัฐบาลมีเจตนาอันบริสุทธิ์ในการเดินหน้าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ รัฐบาลยังมีเป้าหมายร่วมกัน และยืนยันว่าระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลไม่มีความขัดแย้งในเรื่องนี้ แต่อาจมีความเห็นต่างกันบ้างเกี่ยวกับกระบวนการ ตนมองว่าความเห็นที่แตกต่างกันเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเป็นความงดงามของระบอบประชาธิปไตย และการแสดงความเห็นของสมาชิกรัฐสภาเป็นเอกสิทธิ์
เชื่อว่าสมาชิกรัฐสภามีความประสงค์อยากเห็นรัฐธรรมนูญออกมาเป็นฉบับที่ดีที่สุด แต่หลายคนยังมีข้อกังวลเรื่องการตีความว่าถ้าพิจารณาต่อไปจะถูกต้องหรือไม่ในเรื่องการทำประชามติ 2 ครั้งหรือ 3 ครั้ง
จากนั้นพริษฐ์กล่าวว่า ที่รองนายกฯ บอกว่าไม่มีความขัดแย้งระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล เกรงว่าคงไม่ใช่ เพราะสัปดาห์ที่แล้ว ขณะที่พรรคเพื่อไทยสนับสนุนให้เร่งส่งเรื่องไปศาลรัฐธรรมนูญ พรรคภูมิใจไทยไม่มาร่วมสนับสนุนญัตติดังกล่าว ความขัดแย้งจึงเป็นที่ประจักษ์ แต่สิ่งที่สังคมสงสัยคือนายกฯ ได้พยายามก่อนหน้านั้นในการคลี่คลายความขัดแย้งแล้วหรือไม่ และคำพูดที่ต่างกันระหว่างนายกฯ กับหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ท่านรองนายกฯ ก็ยังไม่ได้ตอบว่าใครพูดจริงพูดเท็จ
ถ้าจะบอกว่านายกฯ ยังไม่ได้พยายามมากพอในการแก้ปัญหาความเห็นที่แตกต่างระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อให้หันมาสนับสนุนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องให้ความเป็นธรรมว่าข้อวิจารณ์นี้ใช้ไม่ได้กับอีกนโยบายที่นายกฯ และพรรคเพื่อไทยดันสุดตัว นั่นคือ “สถานบันเทิงครบวงจร” อันมีกาสิโนเป็นองค์ประกอบที่ขาดหายไม่ได้







