
ทำไมเงินเฟ้อจึงน่ากลัวในปี 2554
...ชาติชัย พาราสุข
ในการแถลงแนวทางดำเนินการในปี 2554 ของแห่งประเทศไทยเมื่อวันก่อน ท่านผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เน้นย้ำว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงในปีนี้คือการขยายตัวของเงินเฟ้อที่เกิดจากต้นทุนกดดัน
ด้วยเหตุนี้คณะกรรมการนโยบายการเงินจึงต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกระยะหนึ่ง เพื่อดูแลอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ในเป้าหมาย และทำให้ส่วนต่างการออมที่แท้จริงเป็นบวก ส่วนจะปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นถึงหรือเกิน 1% ยังตอบไม่ได้ ถึงแม้ท่านผู้ว่าการฯ จะตอบไม่ได้ (ที่จริงแล้วก็ตอบได้แหละ แหม ระดับนั้นแล้ว แค่ตามมารยาทไม่อยากจะชี้นำตลาดมากเกินไป) แต่ผมสาระแนตอบแทนได้ว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายปรับขึ้นอย่างน้อย 1% แน่นอน เหตุผล ก็ตามที่ท่านผู้ว่าการฯ บอกใบ้ให้คือ
ประการแรก หากไม่ทำอะไร อัตราเงินเฟ้อปีนี้จะพุ่งสูงปรี๊ดเกิน 5% แน่ ดังนั้นจึงต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อที่จะดึงอัตราเงินเฟ้อไม่ให้เกิน 4% ประการที่สอง ขณะนี้อัตราดอกเบี้ยเงินออมแท้จริง (ใช้อัตราเงินฝาก 12 เดือนเป็นฐาน) ติดลบอยู่ราว 2.25% ดังนั้นแม้แต่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 1% ในปีนี้ อัตราดอกเบี้ยเงินออมแท้จริงก็ยังติดลบ 1.25% อยู่ดี สรุป ขึ้นอัตราดอกเบี้ยถึง 1% ไหม คำตอบของผมคือชัวร์ แล้วจะขึ้นเกิน 1% ไหม คำตอบคือเป็นไปได้สูง แต่ผมก็มีข้อแม้นะว่า เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยไม่กลับเข้าสู่ภาวะถดถอยอีกครั้งหนึ่ง หากเป็นเช่นนั้น ธนาคารแห่งประเทศไทยก็จะเลือกที่จะพยุงเศรษฐกิจมากกว่าห่วงเรื่องอัตราเงินเฟ้อ
อ๊ะ แต่วันนี้ผมไม่ได้ตั้งใจจะเขียนเรื่องความเสี่ยงของเศรษฐกิจที่จะเข้าสู่ภาวะถดถอย (เขียนไปแล้วเมื่อครั้งก่อน) หรือแนวโน้มอัตราดอกเบี้ย (รอไปก่อนนะครับท่านผู้อ่าน รอให้ผมรวยจากการเก็งกำไรอัตราดอกเบี้ยเสร็จก่อน แล้วจะบอก) แต่จะขอพูดเรื่องแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อปี 2554 ว่าเหตุใดท่านผู้ว่าการฯ ถึงเป็นห่วงเรื่องนี้หนักหนา
ในปี 2554 นี้ อัตราเงินเฟ้อของไทยจะถูกแรงกดดันจาก 2 ด้านพร้อมๆ กัน ด้านแรก มาจากปัจจัยภายในประเทศ ด้านที่สอง มาจากปัจจัยภายนอกประเทศ สำหรับปัจจัยภายในประเทศแบ่งออกเป็น 4 ปัจจัยย่อย คือ (1) จากความต้องการสินค้าและบริการที่เพิ่มขึ้น ซึ่งภาษาเศรษฐศาสตร์เรียกว่า Demand Pull (2) ภัยธรรมชาติ ทั้งภัยแล้ง อุทกภัย และความแปรปรวนของสภาพอากาศ (3) นโยบายการตรึงราคาสินค้าของรัฐบาล และ (4) การอั้นการปรับขึ้นราคาสินค้าของผู้ผลิต 3 ปัจจัยหลังทางเศรษฐศาสตร์เรียกว่า Cost Push ขอไล่อธิบายทีละปัจจัยเลยนะครับ
สำหรับปีนี้ ดาวเด่นที่จะผลักดันเศรษฐกิจให้โตได้ 35% อย่างที่ท่านผู้ว่าการฯ แถลงคือ การบริโภคภายในประเทศ ซึ่งสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ได้ประมาณการว่า กว่าครึ่งหนึ่งของอัตราการขยายตัวของ GDP ในปีกระต่ายนี้จะมากจากการบริโภคภาคเอกชน พูดง่ายๆ คือ กะว่าปีนี้คนไทยจะกินจะใช้เป็นบ้าเป็นหลังไม่น้อยหน้าไปกว่าปี 2553 ที่กินใช้จนลืมอนาคต ทำให้ยอดขายรถยนต์นั่งขยายตัวกว่า 40% และบ้านและคอนโดมิเนียมขายดีเป็นเทน้ำเทท่า (เรื่องนี้แหละที่ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยตั้งสมมติฐานว่า เป็นเพราะอัตราดอกเบี้ยเงินออมแท้จริงติดลบ คนไทยจึงไม่ออม แต่กินใช้อย่างไม่ระมัดระวัง) ดังนั้นเมื่อความต้องการสินค้าและบริการยังขยายตัวในระดับที่สูงอย่างต่อเนื่อง แรงกดดันต่ออัตราเงินเฟ้อจาก Demand Pull ก็จะมีเพิ่มขึ้น
ความแปรปรวนของสภาพดินฟ้าอากาศ เดี๋ยวแล้ง เดี๋ยวน้ำท่วม เดี๋ยวหนาว เดี๋ยวร้อน ทำให้ผลผลิตทางด้านการเกษตรออกมาน้อยผิดปกติ ในทางเศรษฐศาสตร์ สินค้าเกษตรเป็นสินค้าที่มีความยืดหยุ่นต่ำ (Demand Inelastic) กล่าวคือ ผลผลิตหายไปเล็กน้อย แต่ราคาปรับขึ้นมาก เราจึงเห็นน้ำมันปาล์มราคาขึ้น มะพร้าวขาดตลาด ไข่ไก่ขึ้นราคา อ้อยราคาตันละ 1,050 บาท ยางพาราราคาสูงถึง 170 บาทต่อกิโลกรัม ฯลฯ (ขอนิดหนึ่งนะครับ ตรงนี้เป็นตัวอย่างของการบริโภคที่ไม่รอบคอบ พอราคายางแผ่นสูง ชาวสวนยางก็ออกรถใหม่กันเหมือนแจกฟรี แต่ถ้าปีหน้าผลผลิตเข้าสู่ปกติ แล้วราคายางตกลงมาที่ 90 บาทต่อกิโลกรัม ชาวสวนยางทำอย่างไรล่ะครับ เอารถกระบะไปคืนไฟแนนซ์หรือ เฮ้อ ทำอะไรไม่คิดไกลๆ กันเลย) จากแรงกดดันของราคาสินค้าเกษตรที่สูงขึ้นจากสภาพอากาศและภัยต่างๆ จะทำให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นอย่างแน่นอน รัฐบาลจะตรึงราคาจนหน้าเขียวหน้าเหลืองก็ช่วยอะไรไม่ได้ เพราะในโลกนี้ไม่มีอะไรยิ่งใหญ่ไปกว่ากลไกตลาด
พูดถึงการตรึงราคาก็ต่อเนื่องถึงปัจจัยที่ 3 ที่กดดันให้เงินเฟ้อสูงขึ้น คือ การตรึงราคาสินค้าของรัฐบาล ที่ผ่านมารัฐบาลภูมิใจหนักหนาว่าสามารถจะตรึงราคาสินค้าได้ ทำให้อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยของปี 2553 อยู่ที่ 3.3% แต่แท้จริงแล้วก็เป็นการแก้ผ้าเอาหน้ารอด ด้วยไม่เคย (และไม่มีความสามารถ) ที่จะไปจัดการที่แก่นของปัญหาคือ Cost Push กับ Demand Pull หรือโครงสร้างของการกระจายสินค้า จึงตรึงราคาหลอกๆ ด้วยการขอร้องแกมบังคับไม่ให้ผู้ผลิตปรับราคาสินค้าตามกลไกตลาด และ/หรือนำเงินของรัฐมาอุดหนุนต้นทุน เช่น ก๊าซหุงต้ม น้ำมันดีเซล ค่าโดยสารรถเมล์ ฯลฯ แต่เรื่องเหล่านี้ถึงจุดหนึ่งก็จะทำไม่ได้ และต้องยอมให้ราคาสินค้าปรับขึ้นตามที่ควรจะเป็น และจุดดังกล่าวคือปี 2554 ดังนั้นเตรียมใจได้เลยว่าสินค้าที่ถูกควบคุมทั้งหลายจะทยอยกันปรับราคาขึ้นในปีนี้
แต่ปัจจัยเด็ดจริงๆ ในปีนี้ คือ การอั้นในการปรับราคาสินค้าตามต้นทุนของผู้ผลิต ในหลายปีที่ผ่านมาต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ด้วยสภาวะเศรษฐกิจทำให้ผู้ผลิตไม่ปรับราคาสินค้าตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ด้วยเกรงว่าจะทำให้ยอดขายลดลง ตัวอย่างที่เห็นชัด คือ ในปี 2553 ที่ผ่านมา ดัชนีราคาสินค้าผู้ผลิต (Producer Price Index) เพิ่มขึ้นกว่า 10% แต่ดัชนีราคาสินค้าผู้บริโภค (Consumer Price Index) กลับเพิ่มขึ้นเพียง 3.3% แล้วส่วนต่าง 6% กว่าไปตกหายที่ไหน คำตอบคือ ผู้ผลิตก็กลืนเอาไว้นะสิ แต่ถึงจุดหนึ่งผู้ผลิตคงจะทนไม่ได้และจำเป็นต้องปรับราคาสินค้า คราวนี้แหละผู้บริโภคจะซวยกำลังสอง เพราะผู้ผลิตจะไม่ปรับราคาแค่รองรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในปัจจุบัน แต่จะปรับราคาชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในอดีตด้วย ไม่เชื่อก็ลองดู
ผมเจอเรื่องนี้มากับตัวเอง เมื่อวันก่อนร้านซักแห้งบอกผมว่า ขอปรับขึ้นค่าซักแห้งกางเกงจาก 60 บาท เป็น 80 บาท ผมก็คิดในใจว่านี่มันปรับขึ้น 33.33% เชียวนะ เออ ถ้าปรับขึ้น 6.7% ตามส่วนต่างของ Producer Price Index กับ Consumer Price Index จะไม่ว่ากันเลย แต่พอซักถามก็ได้คำตอบว่า เขาไม่ได้ปรับขึ้นราคามา 4 ปีแล้ว และเขามั่นใจว่าต้นทุนต้องเพิ่มขึ้นอีก ด้วยรัฐบาลใจดีปรับค่าจ้างขั้นต่ำ เลยขึ้นเผื่อไว้สำหรับอนาคต ผมจึงไม่รู้จะเถียงเช่นไร ได้แต่คิดในใจว่าหากปรับขึ้นค่าซักแห้งอีก จะไม่ซักกางเกงทั้งปี แต่ลืมถามไปว่า เจ้าของร้านจบปริญญาเอกทางเศรษฐศาสตร์หรือเปล่า เพราะนำเรื่อง Rational Expectation มาคำนวณต้นทุนด้วย
เจอปัจจัยภายในประเทศ 4 ปัจจัยก็ซีดพอแล้ว แต่ยังมีปัจจัยภายนอกประเทศที่จะมากดดันเรื่องเงินเฟ้ออีก 2 ปัจจัย นั่นก็คือ การเพิ่มขึ้นของราคาพืชผลการเกษตรโลกและราคาสินแร่ และเงินเฟ้อที่มาจากการอ่อนค่าของเงินบาท (Import Inflation)
ลองนึกถึงลูกโป่งที่เราเอามือบีบทั้งด้านซ้ายและด้านขวาพร้อมกัน ลูกโป่งจะแตกไหมครับ อัตราเงินเฟ้อในปี 2554 นี้ก็ตกอยู่ในสภาพที่ไม่ต่างกันแหละครับ







