
ข่าวปฏิวัติยุทธการถนัดเสี้ยมให้แตก
อุณหภูมิการเมืองเวลานี้ค่อนข้างนิ่งพอสมควร ความสัมพันธ์ระหว่าง กองทัพ กับ รัฐบาล ก็เป็นไปอย่างแนบแน่น ข่าวปฏิวัติที่ประโคมออกมาจึงเป็นแค่ยุทธวิธีทางการเมือง...
อุณหภูมิการเมืองเวลานี้ค่อนข้างนิ่งพอสมควร ความสัมพันธ์ระหว่าง กองทัพ กับ รัฐบาล ก็เป็นไปอย่างแนบแน่น ข่าวปฏิวัติที่ประโคมออกมาจึงเป็นแค่ยุทธวิธีทางการเมือง...
โดย...ทีมข่าวการเมือง
กลายเป็นประเด็นแย่งชิงพื้นที่ข่าวสารได้ไม่น้อย สำหรับการเปิดประเด็นของ จตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำคนเสื้อแดง เกี่ยวกับกระแสข่าวปฏิวัติของกองทัพเพื่อออกมากวาดบ้านเมืองกันอีกรอบ
โดยอ้างว่า วันที่ 25 ม.ค. มีการประชุมวางแผนการทำรัฐประหารที่เซฟเฮาส์แห่งหนึ่งของนายทหารใหญ่ และประเมินสถานการณ์ โดยเห็นว่ามีเงื่อนไขให้ทำการรัฐประหาร 4 ข้อ ประกอบด้วย 1.ความแตกแยกภายในชาติ 2.การเสียดินแดนให้กัมพูชาอันมาจากนโยบายทางการทูตที่ล้มเหลวของรัฐบาล 3.ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ 4.เกี่ยวข้องกับทหารที่สลายการชุมนุม 91 ศพ โดยมีการพูดคุยกันว่าหลังทำรัฐประหารแล้วจะให้มีรัฐบาลแห่งชาติ
“นอกจากนั้นยังมีอดีตนายทหารใหญ่เดินสายคุยกับคอลัมนิสต์ โดยอธิบายถึงเหตุผลการทำรัฐประหาร ซึ่งได้มีการเตรียมกำลังทหารแล้ว 30 กองร้อย หรือราว 3,000 นาย แต่อ้างว่าเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ดังนั้นหากมีการสร้างสถานการณ์ให้เกิดการปะทะกันของผู้ชุมนุม 2 กลุ่ม กำลังทหารดังกล่าวก็แปรสภาพได้ทันที เรื่องนี้หากใครต้องการทราบรายละเอียด ก็ต้องสอบถามไปยัง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม”
การออกมาปูดครั้งนี้เป็นการโยนลูกให้ พล.อ.ประวิตร ในฐานะพี่เบิ้มของกลุ่มบูรพาพยัคฆ์แบบเต็มๆ ก่อนที่เจ้าตัวจะออกมาปฏิเสธแบบควันออกหู ยืนยันหนักแน่นว่า ไม่มีความคิดเลวร้ายอย่างนั้นแน่นอน พร้อมกับเชื่อว่านี่เป็นการเสี้ยมให้กองทัพกับรัฐบาลแตกคอกันเอง
“พูดจาแบบนี้เป็นการให้ร้าย และก็ให้ร้ายกองทัพด้วย สร้างความเสียหาย ใครจะไปเสี้ยมกับใคร ไม่มีหรอก ไปถามนายจตุพรเอาเอง ไม่ใช่มาถามผม พวกคุณก็รู้ดีว่า นายจตุพรพูดจาอะไรแบบนี้พูดแบบไม่รับผิดชอบ”
อย่างไรก็ตาม กระแสข่าวดังกล่าวดังกระหึ่มมาเป็นเวลานานแล้ว ไม่ใช่เพิ่งจะมาดังในช่วงที่จตุพรพูดเมื่อวันที่ 26 ม.ค. ก่อนหน้านี้มีความพยายามผูกโยงข่าวการปฏิวัติกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.)
โดยมองว่ากลุ่มคนเสื้อเหลืองเป็นคนออกบัตรเชิญให้กองทัพออกมาปฏิวัติเพื่อกวาดล้างระบอบทักษิณให้สิ้นซากเมื่อปี 2549 โดยสังเกตจากท่าทีของแกนนำกลุ่ม พธม.บางคน ที่มักเรียกร้องให้ทหารออกมาปกป้องประชาชนและศักดิ์ศรีของประเทศชาติ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการนำประเด็นอธิปไตย ปัญหาไทยกับกัมพูชามาเคลื่อนไหวก็ยิ่งตอกย้ำให้ทหารถูกลากเข้าสู่เกมการเคลื่อนไหวของ พธม.มากขึ้น ด้านหนึ่งมองว่า การปฏิวัติจะช่วยล้มกระดานเรื่องคดีความของแกนนำม็อบ ไม่ว่าจะเป็นคดียึดสนามบิน และสถานที่ราชการ หรือคดีก่อการร้าย
ไม่แปลกที่การเคลื่อนไหวของคนเสื้อเหลืองในเวลานี้จะถูกมองว่ายุแยงให้ทหารออกมาล้มกระดานการเมืองอีกรอบ
เช่นเดียวกับกลุ่มคนเสื้อแดงในระดับแกนนำบางรายเองก็เคยมีการคิดให้เกิดการปฏิวัติเช่นเดียวกัน เพราะจะเป็นกุญแจไปสู่การปูทางให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และเครือข่ายพ้นผิดผ่านการล้างไพ่นิรโทษกรรมคดีความต่างๆ นับจากการรัฐประหาร 2549
ในครั้งนี้ก็เช่นกัน เพราะหากมองอย่างมีเหตุมีผล มีโอกาสน้อยมากกับความเป็นไปได้ในการเกิดการปฏิวัติ ปัจจัยสำคัญมาจากสถานการณ์ทางการเมืองที่ไม่เอื้ออำนวย และการได้ไม่คุ้มเสีย ใครทำปฏิวัติคนนั้นก็จะอยู่ไม่ได้
เมื่อสำรวจอุณหภูมิการเมืองเวลานี้ค่อนข้างนิ่งพอสมควร กลไกการเมืองในระบบยังทำงานได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล รัฐสภา แม้ว่ารัฐบาลจะดูง่อยเปลี้ยไปบ้าง การขับเคลื่อนของฝ่ายการเมืองพยายามประคับประคองประเทศไทยให้เข้าสู่การเลือกตั้งในปีนี้
ไม่ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่กำลังไปได้สวย พรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมรัฐบาลก็สมานฉันท์ ผลประโยชน์ลงตัว และกำลังซื้อใจกันเป็นรัฐบาลอีกครั้งในอนาคต ขณะที่พรรคเพื่อไทยและกลุ่มคนเสื้อแดงได้ประกาศท่าทีออกมาหลายครั้ง โดยรอให้มีการเลือกตั้ง เพราะเชื่อว่าจะชนะและกลับมาเป็นรัฐบาล
จะเห็นได้ว่าทุกฝ่ายเองกำลังเตรียมตัวเข้าสู่โหมดการเลือกตั้ง ที่สำคัญสถานการณ์ความแตกแยกในสังคมที่เป็นข้ออ้างของการปฏิวัติได้เลยจุดต่ำสุดไปแล้ว ตั้งแต่เหตุการณ์ “ม็อบเลือด” พฤษภา ปี 2553 ขนาดมีประชาชน ทหาร ตำรวจ เสียชีวิตไป 89 คน กองทัพยุค พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ขณะนั้น ก็ไม่กล้าปฏิวัติทั้งที่เงื่อนไขสุกงอม เพราะรู้ว่าถึงยึดอำนาจได้ แต่ก็ปกครองไม่ได้...
เทียบกับบรรยากาศขณะนี้ถือเป็นคนละเรื่อง ม็อบเหลือง ม็อบแดง อยู่ในช่วงรักษาบาดแผล ไม่กล้าที่จะกดดันหรือเรียกร้องยุบสภา โดยเฉพาะม็อบพันธมิตร แม้ประกาศว่าจะชุมนุมยืดเยื้อ แต่ผ่านไป 3 วัน กลับไม่มีพลัง
ที่สำคัญปัญหาเศรษฐกิจกำลังได้รับการแก้ไขไปในทางที่ดีขึ้น นักธุรกิจเกิดความเชื่อมั่นในสถานการณ์การเมืองที่เริ่มเข้ารูปเข้ารอย
แม้ว่ารัฐบาลชุดนี้จะมีข้อครหาเรื่องทุจริตอยู่บ้าง ซึ่งมักจะเป็นเงื่อนไขหรือข้ออ้างสำคัญของการปฏิวัติ แต่เมื่อมองไปที่กลไกของการแก้ปัญหา ยังมีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติที่คอยตรวจสอบอยู่
ขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่าง กองทัพ กับ รัฐบาล ก็เป็นไปอย่างแนบแน่น เกื้อหนุนกันในทุกเรื่อง โดยฝ่ายการเมืองเองก็ซื้อใจกองทัพหลายประการ ทั้งการจัดงบซื้ออาวุธ งบเบี้ยเลี้ยงต่างๆ และป้องกันกองทัพไม่ให้เข้ามาเป็นจำเลยสังคมจากการสลายการชุมนุมด้วยการบอกว่า เป็นคำสั่งของรัฐบาล
“บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อาจจะดูดุดัน แต่ศัตรูของกองทัพ ซึ่งรู้อยู่ว่าคือพรรคเพื่อไทยก็ดูอ่อนแรงลงจากปัญหาความไม่เป็นเอกภาพในพรรค ที่หลายกลุ่มเริ่มแตกตัวออกมา และถ้าเลือกตั้งสูตรใหม่ 375+125 ก็เชื่อว่าพรรคเพื่อไทยจะเหี่ยวลงอีก
สรุปคือ เงื่อนไขปัจจุบันไม่เอื้อต่อการปฏิวัติ 1.ความขัดแย้งในสังคมคลายตัวลง 2.พรรคประชาธิปัตย์ยังพึ่งได้ และอาจเป็นรัฐบาลต่อหลังการเลือกตั้ง 3.พรรคเพื่อไทยแตกกันเอง 4.กองทัพได้รับงบพอเหมาะพอควรจากรัฐบาล 5.ใครจะเสี่ยงปฏิวัติ เพราะประเทศได้รับบทเรียนมีแต่ตายกับตายเท่านั้น ประเทศพังคนปฏิวัติก็ปกครองก็ไม่ได้ คนเป็นนายกฯ ในรัฐบาลปฏิวัติ ก็จะถูกต่อต้านจนอยู่ไม่ได้
ไม่มีใครได้ประโยชน์จากการปฏิวัติ เว้นเสียแต่กลุ่มทหารแตงโมที่จะออกมาเสี่ยงเพื่อล้างไพ่นิรโทษกรรมให้นายใหญ่
ดังนั้น ข่าวปฏิวัติที่ประโคมออกมาจนตื่นกันทั้งเมือง เป็นแค่ยุทธวิธีทางการเมือง เพื่อหวังทำให้รัฐบาลและกองทัพเกิดความแตกแยก
ลงทุนน้อยแต่ผลลัพธ์คุ้มค่า ฝ่ายมีอำนาจระแวงกันเอง ประชาชนตื่นตระหนก ตลาดหุ้น นักธุรกิจตื่นข่าว ยิงนกนัดเดียว ประเทศสั่นกับฝันร้ายที่เคยเกิดขึ้น







