
ลงทุนเอกชนหดตัวต้นทุนเพิ่มยุบสภา
การลงทุนภาคเอกชนปีนี้หดตัวลงแน่ ผลจากต้นทุนวัตถุดิบ ค่าแรง การเมือง
การลงทุนภาคเอกชนปีนี้หดตัวลงแน่ ผลจากต้นทุนวัตถุดิบ ค่าแรง การเมือง
แหล่งข่าวจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ประเมินว่า ปีนี้จะเป็นปีที่ท้าทายต่อการลงทุนภาคเอกชน โดย สศค. ประเมินว่าน่าจะขยายตัวได้ในอัตราที่ลดลงจากปีที่แล้ว โดยน่าจะเติบโตได้แค่ 11.35% จากปีก่อนที่ขยายตัวได้สูงกว่า 18% ซึ่งจะกระทบกับการจ้างงานและเศรษฐกิจโดยรวม
“แม้ปริมาณการนำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบจะมีปริมาณเพิ่มขึ้นจากเดือนละ 1.1 แสนล้านบาท มายืนในระดับเดือนละ 1.25 แสนล้านบาทติดต่อกัน 5 เดือนแล้วจะเป็นตัวชี้วัดว่าการลงทุนของไทยดีขึ้น แต่มีแรงฉุดจากต้นทุนที่สูงขึ้น และปัญหาการเมืองที่อาจจะมีการยุบสภา ทำให้การลงทุนโดยรวมจะชะงักลงได้” แหล่งข่าว สศค.เปิดเผย
อุตสาหกรรมที่ขยายตัวได้ดีคือ รถยนต์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และหมวดอาหาร
แหล่งข่าวประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้ยังคงมีปัจจัยเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบใน 4 ด้านหลัก ประกอบด้วย ปัญหาเศรษฐกิจของสหรัฐ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น โดยเฉพาะเศรษฐกิจสหรัฐที่ยังมีอัตราการว่างงานสูงกว่า 9.4% ของกำลังแรงงานรวม ขณะที่สหภาพยุโรปยังคงประสบปัญหาหนี้สาธารณะ และญี่ปุ่นยังคงประสบภาวะการใช้จ่ายภายในประเทศที่ชะลอตัว และค่าเงินเยนที่แข็งค่าขึ้นกระทบต่อการส่งออกจนสถาบันจัดอันดับต้องลดเครดิตประเทศลงแล้ว ซึ่งจะกระทบกับไทยในฐานะคู่ค้าและฐานการลงทุน
นอกจากนี้ ยังต้องเผชิญกับความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้าย แรงกดดันจากเงินเฟ้อ และการขาดแคลนแรงงานในบางอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตามเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 4.55%
ปัญหาหนักหน่วงที่สุดคือ ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น เพราะค่าแรงที่เพิ่มขึ้นและระดับราคาน้ำมันที่จะสูงขึ้น จะเป็นตัวถ่วงให้ภาคการลงทุนเอกชนมีแนวโน้มชะลอตัวลง เช่นเดียวกับภาคการส่งออก อาจจะเกิดการชะลอตัวลงอยู่บ้างจากปัญหาค่าเงินแข็งที่เกิดขึ้น ซึ่งปัจจุบันผู้ประกอบการได้เริ่มปรับตัวด้วยการขึ้นราคาสินค้าเพื่อชดเชยส่วนต่างที่เกิดขึ้น ทำให้คาดว่าการส่งออกของไทยจะสามารถขยายตัวได้แค่ 89% การนำเข้าขยายตัวได้ 10%
“ภาคการส่งออกถือเป็นหัวใจหลักในการส่งผ่านการเติบโตของเศรษฐกิจ เพราะมีสัดส่วนถึง 71.3% ของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ถ้าเศรษฐกิจคู่ค้ามีความเสี่ยงจากความเปราะบางของการฟื้นตัวไทยก็จุก จะมาหวังกำลังซื้อในประเทศอย่างเดียวไม่ได้” แหล่งข่าว สศค.เปิดเผย
ก่อนหน้านี้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่ประเมินว่า การส่งออกจะขยายตัวแค่ 11.7% การบริโภคขยายตัว 4.3% และการลงทุนเอกชนขยายตัวแค่ 9.8%นายสมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัย ด้านพัฒนาการเศรษฐกิจส่วนรวมและกระจายรายได้ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 2553 ว่า ปีนี้เศรษฐกิจไทยจะเติบโต 7% โดยภาพรวมเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวเร็วเป็นรูปตัว V ส่วนภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 2554 ซึ่งทีดีอาร์ไอประมาณการในช่วงเดือนสิงหาคม 2553 คาดว่าเศรษฐกิจปี 2554 มีความไม่แน่นอนสูง ประเมินจีดีพีไว้ 3 ระดับ ระดับสูง 7.1% ระดับปานกลาง 5.1% และระดับต่ำที่ 3.5% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อประเมินไว้ 3 ระดับ เช่นกันคือ ระดับสูง3.6% ระดับกลาง 2.6% และระดับต่ำ 2%







