
เงินเฟ้อทะลุโลก
พิษน้ำมันราคาอาหารที่สูงขึ้นกดดันเงินเฟ้อพุ่งชน 5% ดอกเบี้ยนโยบายทะลุ 3.5% แน่
พิษน้ำมันราคาอาหารที่สูงขึ้นกดดันเงินเฟ้อพุ่งชน 5% ดอกเบี้ยนโยบายทะลุ 3.5% แน่
วันที่ 28 ม.ค. สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) จะแถลงตัวเลขเศรษฐกิจเดือน ธ.ค. 2553 รวมทั้งประเมินสถานการณ์โดยรวมด้านเศรษฐกิจซึ่งจากการประเมินเบื้องต้นพบว่า ราคาน้ำมันและราคาสินค้าหมวดอาหารอื่นๆ ที่เพิ่มสูงขึ้นในขณะนี้ ทำให้อัตราเงินเฟ้อในปีนี้เพิ่มขึ้นจากที่เคยประมาณการไว้อีก 0.5% หรือขึ้นมาอยู่ในระดับ 3.55% เช่นเดียวกับดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งอาจจะปรับขึ้นแรงมายืนอยู่ในระดับ 3.5% จากเดิมที่ประเมินว่าน่าจะยืนอยู่แค่ 3%
“นี่คือความจริงแต่ทางปฏิบัติอาจจะไม่มีการเปิดเผย เพราะเกรงผลทางจิตวิทยา ในทางทฤษฎีแล้วเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น 0.5% จะมีผลกระทบทางตรงจากการปรับขึ้นของราคาสินค้ามีเพียง 0.1% แต่เท่าที่ติดตามสถานการณ์พบว่าผู้ประกอบการต่างปรับราคาสินค้าทั้งทางตรงและทางอ้อมไปถึง 0.4% โดยเฉพาะในหมวดของอาหารสำเร็จรูปต่างปรับขึ้นแทบทุกรายการ ในเดือนที่ผ่านมาปรับราคาไปแล้ว 1.35%
แหล่งข่าวเปิดเผยด้วยว่า ราคาหมวดอาหารที่ปรับเพิ่มขึ้นจึงกระทบกับกำลังซื้อของครัวเรือน เพราะมีสัดส่วนสูงถึง 14.5% ในตะกร้าสินค้าของผู้บริโภค
ด้านนายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล ประธานคณะกรรมการธุรกิจเกษตรและอาหาร สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะนายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย กล่าวว่า หากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นทะลุ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ผู้ผลิตอาหารสัตว์จำเป็นที่จะต้องขอปรับราคาเพดานอาหารสัตว์จากกรมการค้าภายในเพิ่มขึ้น 510%
“ต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ปีนี้สูงขึ้นเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 1545% โดยเฉพาะกลุ่มแป้ง ทั้ง ข้าวโพด กากถั่วเหลือง และมันสำปะหลัง ที่ใช้เป็นสัดส่วนผลิตอาหารสัตว์ถึง 60%หากรัฐบาลไม่ต้องการให้ปรับขึ้นราคาอาหารสัตว์ ควรหามาตรการอื่นมาให้ความช่วยเหลือ เช่น ลดภาษีนำเข้าสินค้าเกษตรที่นำมาผลิตเป็นวัตถุดิบ” นายพรศิลป์ กล่าวแต่ไทยผลิตได้ไม่เพียงพอต้องนำเข้าจากตลาดต่างประเทศกว่า 21 รายการ เช่น กากถั่วเหลือง แป้งสาลีสำหรับสัตว์ โปรตีนข้าวโพด รำข้าวสาลี กากปาล์ม การถั่วลิสง ฯลฯ ซึ่งเฉลี่ยมีภาษีปกติ 510% เหลือ 0% เพื่อลดต้นทุนให้กับผู้ผลิตอาหารสัตว์ ซึ่งจะทำให้ภาครัฐสูญเสียรายได้แค่ 1,500 ล้านบาท/ปี
นอกจากนี้ ต้องการให้กระทรวงพาณิชย์ไปเจรจาในเวทีองค์การการค้าโลก (ดับบลิวทีโอ) เพื่อขอขยายโควตาหรือยกเลิกโควตาสินค้าเกษตร 23 รายการที่ผูกพันไว้กับดับบลิวทีโอมากขึ้น เพราะปกติสินค้าเกษตรเหล่านี้มีการนำเข้านอกโควตาจำนวนมาก เนื่องจากไทยผลิตได้ไม่เพียงพอ ซึ่งต้องเสียอัตราภาษีนอกโควตา 7080% แต่ภาษีในโควตา 20% เท่านั้น หากทำได้จะช่วยให้อุตสาหกรรมอาหารสัตว์เติบโตต่อไปได้ และไม่กระทบกับอุตสาหกรรมที่ใช้อาหารสัตว์เป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารต่อไป
นายเสรี เด่นวรลักษณ์ นายกสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย กล่าวว่า ราคามันสำปะหลังไทยปีนี้จะยังทรงตัวสูงเหมือนปีที่ผ่านมา เพราะผลผลิตหัวมันสดปี 2553/54 คาดว่าจะเหลือ 21 ล้านตัว ต่ำกว่าความต้องการใช้ที่มีมากถึง 31 ล้านตัน จากปัญหาเพลี้ยแป้งกระโดดที่ยังมีต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลให้ราคาหัวมันสดเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 3.50 บาท/กก. ทำให้ราคามันเส้นที่นำมาใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ปีนี้คาดว่าจะสูงขึ้น 8 บาท//กก. จากปีก่อน 5 บาทกว่า/กก.
ผลกระทบดังกล่าว อาจทำให้ต้องส่งออกมันเส้นลดน้อยลง โดยคาดว่าจะส่งออกไม่เกิน 3 ล้านตัน จากที่แล้วส่งออก 4 ล้านตัน ส่วนแป้งมันคาดว่ามีเพียงพอต่อการใช้ในประเทศและส่งออก แต่ราคาปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน คาดว่าราคาแป้งมันในประเทศขึ้นไปถึง 1516 บาท/กก. จากปีก่อน 1213 บาท/กก.
นายบุญธรรม อร่ามศิริวัฒน์ รองเลขาธิการสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย กล่าวว่า มี 3 ปัจจัยที่จะกระทบกับอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ได้แก่ ปัญหาโลกร้อน ภาษีนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ และต้นทุนและคุณภาพการผลิตของวัตถุดิบ รายการที่น่าห่วงคือ ข้าวโพด ถั่วเหลือง เพราะไทยผลิตได้ไม่เพียงพอ โดยราคาข้าวโพดปัจจุบัน 9 บาท/กก. ถั่วเหลือง 15 บาท/กก. ดังนั้นทางแก้ไขปัญหาคือผู้ผลิตต้องปรับตัวให้เข้าสู่มาตรฐานสากล ส่วนภาครัฐต้องช่วยเรื่องการลดภาษีวัตถุดิบ จัดหาแหล่งน้ำให้เพียงพอ และเลื่อนฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าวโพดให้ได้มาตรฐาน ซึ่งจะทำให้อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ยังเติบโตได้ 2% กว่าในปีนี้







