
เรื่องแปลกๆ ในเมืองไทย
....ภุมรัตน์ ทักษาติพงษ์
การที่นายกฯอภิสิทธิ์ออกมาชี้แจงผ่านทีวีพูลคืน วันที่ 23 ม.ค. 2554 ทำให้สถานการณ์น่าจะดีขึ้นในระดับหนึ่ง เมื่อนายกรัฐมนตรียืนยันว่า
“ไม่ได้บอกว่า พื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตแดนกัมพูชาหรือไม่... รัฐบาลไม่เคยบอกว่า บุคคลเหล่านี้รุกล้ำไปในเขตกัมพูชาหรือไม่อย่างไร ที่สำคัญคือ ยืนยันความบริสุทธิ์ของบุคคลทั้ง 7” ซึ่งเข้าไปตรวจสอบเรื่องที่ชาวบ้านแถบนั้นร้องเรียนปัญหาที่ทำกินต่อรัฐบาล และยังไม่ได้รับการแก้ไขเมื่อ 10 ปีที่แล้ว (มติชนรายวัน วันที่ 24 ม.ค. 2554 หน้า 2) ดังนั้น เราต้องฟังในสิ่งที่นายกฯอภิสิทธิ์พูดหลังสุด ส่วนที่มีข่าวผู้นำประเทศออกมาพูดก่อนหน้านี้ในทำนองที่ว่า คนไทยทั้ง 7 คนถูกจับในดินแดนกัมพูชา ถือว่าเป็นความผิดของหนังสือพิมพ์และสื่ออื่นๆ ก็แล้วกันการที่นายกฯอภิสิทธิ์ ยืนยันว่า
“บุคคลทั้ง 7 ไม่มีเจตนารุกล้ำและจะไปทำอะไรที่ผิดกฎหมาย” สอดคล้องกับคำยืนยันของบุคคลทั้ง 7 รวมทั้งคุณพนิช วิกิตเศรษฐ์ ซึ่งยืนยันว่าคนไทยไม่ได้รุกล้ำเขตแดนกัมพูชา คนไทยทั้ง 7 เข้าไปตรวจสอบข้อร้องเรียนของชาวบ้านโดยสุจริตใจ ไม่มีเจตนาเคลือบแฝง และยังเชื่อว่าพื้นที่ที่เดินเข้าไปนั้นเป็นแผ่นดินไทย ท่าทีดังกล่าวน่าจะถือว่าเป็นจุดยืนของไทยในคดีนี้ได้ ส่วนคำพิพากษาของศาลเขมรนั้น นายกฯอภิสิทธิ์ยืนยันว่า รัฐบาลไทยจะทำหนังสือโต้แย้งว่าคำพิพากษาของศาลเขมรไม่มีผลต่อการชี้เขตแดนนายกฯอภิสิทธิ์อ้างว่า บริเวณชายแดนมีการขยายตัวของชุมชนหลายจุดที่คร่อมเขตแดนมานาน บางทีคนเขมรตั้งบ้านเรือนคร่อมเข้ามาในฝั่งไทย บางทีคนไทยคร่อมเข้าไปในฝั่งเขมร ไม่ได้เปรียบเสียเปรียบกันนั้น เราคิดว่า กรณีคนไทยน่าจะพูดกันรู้เรื่องถ้าขอให้ถอนตัวออกมาจากพื้นที่ที่ไม่ใช่ดินแดนของเรา เพราะเราคงไม่ต้องการดินแดนคนอื่น ทางการไทยต้องเร่งจัดการปัญหาชุมชนคร่อมเขตแดนโดยเร็ว ถ้ามาคร่อมดินแดนของไทยก็ต้องผลักดันออกไป
โดยเฉพาะกรณีเขาพระวิหารที่คนเขมรถือโอกาสมาตั้งหลักแหล่งอยู่ในเขตไทยนั้น รัฐบาลและคนไทยทุกคนต้องยืนยันว่าเป็นดินแดนของไทย และต้องไม่ใช้คำว่า
“พื้นที่ทับซ้อน” เพราะไม่มีการทับซ้อนของอธิปไตย คนไทยทุกคนต้องประสานเสียงเป็นหนึ่งเดียวยืนยันว่าพื้นที่นั้นเป็นของเรากรณีนี้ นายกอภิสิทธิ์น่าจะรู้ดี เพราะท่านอภิปรายให้ประชาชนเห็นและเข้าใจได้ชัดเจน ในความเป็นจริง รัฐบาลไทยไม่เคยยอมรับคำพิพากษาของศาลโลก แต่ไทยในฐานะสมาชิกที่ดีของสหประชาชาติยอมปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลโลกที่กำหนดให้ตัวปราสาทอยู่ในอธิปไตยของเขมร ส่วนที่เหลือนั้นก็ยังเป็นของไทยเช่นเดิม
เรามีความเชื่อโดยสุจริตใจว่า ทั้งรัฐบาล ทหาร พธม. ต่างก็มีจิตใจรักชาติและหวงแหนแผ่นดินไทย คงไม่มีใครมีเจตนาแอบแฝงที่จะเอาแผ่นดินไปให้เขมร ทั้งนายกฯอภิสิทธิ์ และ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แห่ง พธม. ไม่มีผลประโยชน์ส่วนตนหรือส่วนกลุ่ม ต่างฝ่ายต่างมีข้อมูลเชิงวิจัยที่ค่อนข้างสมบูรณ์และน่าเชื่อถือ เพียงแต่วิธีการนั้นอาจแตกต่างกัน อย่างไรก็ดี ดูเหมือนว่ารัฐบาล กระทรวงการต่างประเทศ และทหาร ค่อนข้างจะเกรงใจเขมรมากกว่าเกรงใจคนไทย อะไรๆ ก็กลัวกระทบต่อความสัมพันธ์อันดีของสองประเทศ ซึ่งแน่นอนความสัมพันธ์อันดีระหว่างเพื่อนบ้านเป็นสิ่งที่พึงปรารถนา แต่ไม่ใช่ทนให้เพื่อนบ้านตบหัวอยู่เรื่อย แล้วบอกว่าเพื่อเห็นแก่ความสัมพันธ์อันดี
นี่คือเรื่องแปลกเรื่องแรกที่รัฐบาล ทหาร และกระทรวงการต่างประเทศดูเหมือนจะเกรงใจเขมรมากกว่าเกรงใจคนไทยเจ้าของประเทศ
เรื่องแปลกเรื่องที่สอง คือ ในการชุมนุมของมวลชนไม่ว่าเสื้อสีใดก็ตาม ดูเหมือนว่ารัฐบาลและเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเกรงใจคนที่ใช้สิทธิเสรีภาพเกินขอบเขตโดยไปละเมิดสิทธิเสรีภาพของคนอื่น เช่น การปิดถนน การจอดรถกลางถนนกีดขวางการจราจร เรายอมรับสิทธิเสรีภาพในการชุมนุม แต่ต้องไม่ไปละเมิดสิทธิเสรีภาพของคนอื่น ดูเหมือนว่า ตำรวจไม่กล้าตอแยกับกลุ่มที่ทำผิดกฎหมาย ในขณะที่คนปฏิบัติตามกฎหมายได้รับความเดือดร้อน
เรื่องแปลกเรื่องที่สาม คือ รัฐบาลเอาใจ
“ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย” (ผรท.) หรืออดีตคนที่เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) มากกว่าคนไทยที่ไม่ยอมเข้าร่วมกับ พคท. โดยจัดเงินให้ ผรท.คนละ 2 แสนบาทเป็นค่าที่ดินทำกิน เพราะมีใครก็ไม่รู้ไปให้สัญญาไว้ว่า ถ้าออกมามอบตัวแล้วจะได้ที่ดินทำกิน ทั้งที่คนเหล่านี้ทำผิดกฎหมาย และถ้า พคท. ชนะ เมืองไทยก็คงไม่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่วันนี้ กลายเป็นว่า รัฐบาลเอาอกเอาใจ ผรท. ในขณะที่ชาวบ้านที่ได้ยืนหยัดต่อสู้ ยอมที่จะถูก ผกค.ข่มขู่คุกคามโดยไม่ยอมร่วมกับ พคท. กลับเป็นคนที่ทางการไม่ให้ความสนใจไยดี ทั้งที่คนเหล่านี้น่าจะได้รับสิ่งตอบแทนจากทางการเป็นสองเท่าหรือบ้านเมืองวันนี้มันจะวิปริต เกิดอาเพศเหมือนกับความปรวนแปรของอากาศ ที่คนทำผิดกฎหมายหรือคนเกเรกลายเป็นผู้ได้เปรียบในสังคม ในขณะที่คนปฏิบัติตามกฎหมายเป็นผู้เสียเปรียบในสังคม







