
เจิ้งเหอท่องทะเลตะวันตกและนัยสำคัญต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของจีนยุคปัจจุบัน
....สิทธิพล เครือรัฐติกาล
ช่วงเดือน ธ.ค.ของปีที่แล้ว ต่อกับเดือน ม.ค.ของปีนี้ สถานีโทรทัศน์กลางช่อง 4 ของทางการจีน หรือ CCTV 4 ได้ฉายภาพยนตร์เรื่อง
“เจิ้งเหอท่องทะเลตะวันตก” ความยาว 59 ตอน อันเป็นเรื่องราวของขันทีนามว่า “เจิ้งเหอ” (Zheng He) ซึ่งในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 15 ได้รับพระบรมราชโองการจากจักรพรรดิแห่งราชวงศ์หมิงของจีน ให้นำกองเรือขนาดใหญ่ออกเดินทางไปเยือนอาณาจักรต่างๆ ในเอเชียและแอฟริกาการเดินเรือดังกล่าวถือว่ามีความสำคัญในประวัติศาสตร์โลก เพราะเกิดขึ้นเกือบ 100 ปี ก่อนที่โปรตุเกสจะเดินเรืออ้อมทวีปแอฟริกามายังอินเดียได้สำเร็จ เอ็ดวิน โอ. ไรสเชอร์ (Edwin O. Reischauer) และจอห์น เค. แฟร์แบงก์ (John K. Fairbank) นักวิชาการด้านเอเชียตะวันออกศึกษาคนสำคัญของสหรัฐอเมริกาในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ได้ยกย่องว่าการเดินเรือครั้งนี้เป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
ในระยะ 56 ปีที่ผ่านมานี้ ทางการจีนดูจะให้ความสำคัญกับการเดินเรือของเจิ้งเหอมากเป็นพิเศษ เมื่อ ค.ศ. 2005 จีนได้จัดงานฉลองครบรอบ 600 ปี การเดินเรือของเจิ้งเหอขึ้น โดยมีความพยายามนำเสนอว่าเจิ้งเหอเป็น
“ทูตสันติภาพ” ดังที่ได้สะท้อนออกมาเป็นคำขวัญของงานว่า “รักมาตุภูมิ เป็นมิตรกับเพื่อนบ้าน เดินเรืออย่างเป็นวิทยาศาสตร์” และมีการกำหนดให้วันที่ 11 ก.ค.ของทุกปี เป็นวันเดินเรือแห่งชาติของจีนอีกด้วยเป็นที่น่าสังเกตว่ากิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเจิ้งเหอมิได้จัดขึ้นภายในประเทศจีนเท่านั้น หากแต่ทางการจีนยังได้ร่วมมือกับภาครัฐ ภาคเอกชน และสมาคมคนเชื้อสายจีนในประเทศต่างๆ อีกด้วย ขณะที่ผู้นำระดับสูงและนักการทูตของจีนก็มักจะนำเจิ้งเหอมาเป็นตัวอย่างของการทูตเพื่อสันติภาพอยู่เสมอ ทั้งหมดนี้สะท้อนความพยายามของจีนที่จะนำเรื่องราวของเจิ้งเหอออกเผยแพร่ให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาชาวโลก
การนำเสนอเจิ้งเหอในฐานะ
“ทูตสันติภาพ” ดูจะสอดคล้องกับสิ่งที่ทางการจีนพยายามเน้นย้ำต่อนานาประเทศอยู่เสมอตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมาว่า โลกที่มีสันติภาพเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของจีน และจีนเองจะมีบทบาทเป็นผู้ผดุงสันติภาพของโลกสิ่งที่จีนแสดงออกมาในเชิงรูปธรรมมีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเน้นย้ำ
“หลักปัญจศีล” ที่จีนเคยประกาศไว้ตั้งแต่ ค.ศ. 1954 การเสนอแนวคิด “ความมั่นคงแบบใหม่” เมื่อ ค.ศ. 1997 ที่เน้นการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและผลประโยชน์ร่วมกัน การออก “สมุดปกขาวว่าด้วยการป้องกันประเทศ” ทุกๆ 2 ปี นับแต่ ค.ศ. 1998 เพื่อแสดงความโปร่งใสด้านการทหาร และใน ค.ศ. 2003 จีนได้นำเสนอแนวคิดเรื่อง “การทะยานขึ้นอย่างสันติของจีน” (China’s Peaceful Rise) เพื่อเน้นย้ำว่าตนเป็นประเทศที่รักสันติ และไม่แสวงหาความเป็นจ้าวสำหรับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ยังคงมีกรณีพิพาทกับจีนเรื่องหมู่เกาะสแปรตลีย์อยู่นั้น จีนก็ได้ปรับเปลี่ยนท่าทีของตนเพื่อคลายความหวาดระแวง โดยใน ค.ศ. 2002 จีนและประเทศคู่กรณีพิพาทอันประกอบไปด้วยเวียดนาม บรูไน ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย ได้ร่วมกันลงนามใน
“ปฏิญญาว่าด้วยแนวปฏิบัติในทะเลจีนใต้” (Declaration on the Conduct of Parties in the South China Sea) เพื่อป้องกันการกระทบกระทั่งกันในอนาคตต่อมาใน ค.ศ. 2003 จีนยังได้ลงนามใน
“สนธิสัญญามิตรไมตรีและความร่วมมือกับอาเซียน” (ASEAN’s Treaty of Amity and Cooperation) ซึ่งเป็นการยืนยันว่าจีนจะดำเนินความสัมพันธ์บนหลักการของการเคารพในเอกราช อธิปไตย ความเท่าเทียม และบูรณภาพทางอาณาเขตของกันและกัน การไม่แทรกแซงกิจการภายในของกันและกัน การระงับข้อพิพาทโดยสันติ และการไม่ใช้กำลังต่อกันนอกจากนี้ จีนยังได้นำเอาศักยภาพทางเศรษฐกิจมาใช้ให้เกิดประโยชน์อีกด้วย โดยนำเอาความเป็นตลาดใหญ่ที่มีประชากรกว่า 1,300 ล้านคน มาดึงดูดการค้าและการลงทุนจากต่างประเทศ โดยพยายามแสดงให้เห็นว่าจีนเป็น
“โอกาส” มากกว่าที่จะเป็น “ภัยคุกคาม”ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ ใน ค.ศ. 2000 นายกรัฐมนตรี จูหรงจี ได้เสนอให้มีการจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียนจีน ซึ่งแม้เรื่องดังกล่าวจะสามารถอธิบายได้ด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ แต่ปัจจัยสำคัญที่อยู่เบื้องหลังก็คือ ความพยายามที่จะขจัดความกลัวเรื่อง
“ภัยคุกคามจากจีน” ให้หมดไปจากประเทศในอาเซียนนั่นเอง นอกจากนี้จีนยังได้ให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจแก่ประเทศสมาชิกใหม่ของอาเซียน คือ ลาว กัมพูชา เวียดนาม และพม่า รวมไปถึงประเทศด้อยพัฒนาในทวีปแอฟริกาการปรากฏตัวของเจิ้งเหอในฐานะ
“ทูตสันติภาพ” ของจีนในทศวรรษ 2000 จึงดูเหมือนจะเกี่ยวโยงกับความพยายามของจีนที่จะสร้างความมั่นใจให้กับประเทศต่างๆ ว่า การเจริญเติบโตของจีนจะเป็นไปโดยสันติ และจะนำมาซึ่งผลประโยชน์ต่อทุกๆ ประเทศโดยทั่วถึงกัน เฉกเช่นการเดินเรือของเจิ้งเหอเมื่อ 600 ปีที่แล้วแต่กระนั้น การที่จีนนำเสนอว่าเจิ้งเหอเป็น
“ทูตสันติภาพ” ก็เป็นเรื่องที่มีข้อโต้แย้งได้ไม่น้อย นักประวัติศาสตร์มองว่าแม้กองเรือของเขาก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจก็จริง แต่เจิ้งเหอก็เคยข่มขู่และใช้กำลังกับอาณาจักรอื่นๆ มาแล้ว ดังกรณีของศรีลังกา ปาเล็มบัง และมัชปาหิตขณะที่นักรัฐศาสตร์และนักการทหารก็มองว่า งานฉลอง 600 ปี การเดินเรือของเจิ้งเหอ เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่จีนกำลังพิจารณาเรื่องการขยายบทบาทและอำนาจทางทะเลของตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเส้นทางจากมหาสมุทรอินเดียมายังทะเลจีนใต้ ซึ่งถือเป็น
“เส้นเลือดใหญ่” ที่ลำเลียงน้ำมันจากภูมิภาคตะวันออกกลางเข้ามาหล่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจของจีนจนนำมาสู่คำถามที่ว่า จริงๆ แล้วเจิ้งเหอสะท้อน
“จิตวิญญาณแห่งการทูตเพื่อสันติภาพ” ของจีนมากน้อยเพียงใด หรือว่าแท้จริงแล้วการนำเสนอเรื่องราวของเจิ้งเหอ คือสัญลักษณ์ของการปูทางไปสู่ “ความเป็นจ้าวทางทะเล” ของจีนในอนาคต?






