
ผลกระทบจากค่าเงิน
...อรุณ จิรชวาลา
คนที่เพิ่งกลับจากเชียงใหม่เล่าให้ฟังว่า บรรยากาศการท่องเที่ยวปีนี้ค่อนข้างเงียบเหงา โรงแรมมีคนพักน้อย ทั้งๆ ที่เป็นไฮซีซัน พูดเสร็จก็สรุปต่อเลยว่า เป็นเพราะเสื้อแดงเคยก่อความรุนแรงไว้ ทำให้คนกรุงเทพฯ แอนตี้ ไม่ยอมไปเที่ยว
ผมคิดว่าเรื่องนั้นก็อาจจะมีส่วนอยู่บ้าง แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ตัวผมเองก็เพิ่งไปหัวหินมา โรงแรมที่พักซึ่งอยู่นอกเมือง ก็มีคนเข้าพักเพียง 3040% เช่นกัน
ลองสอบถามความเห็นของหลายๆ คน ส่วนใหญ่จะรวมเรื่องค่าเงินบาทเอาไว้ด้วย โดยบอกว่าอัตราแลกเปลี่ยนปีนี้แข็งกว่าปีก่อนๆ กว่า 10% ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเลือกไปเที่ยวประเทศอื่นที่ค่าเงินอ่อนกว่า
ผมเชื่อว่าถ้าเราไปถามธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. ก็จะได้รับคำยืนยันว่าค่าเงินบาทขณะนี้ไม่ได้แข็งเกินไปแล้ว เพราะนอกจากดุลบัญชีเดินสะพัดจะไม่ติดลบแล้ว การส่งออกก็ยังดี และเกษตรกรก็ขายผลผลิตได้ในราคาสูง ผลผลิตบางอย่าง เช่น ปาล์มน้ำมัน และยางพารา ราคาช่วงนี้สูงสุดเป็นประวัติการณ์
ผมเชื่อว่าการโต้แย้งกันมา โต้แย้งกันไป คงไม่เกิดประโยชน์ เพราะคงไม่มีใครยอมใคร ที่อาจจะได้ผลมากกว่า คือการเอาข้อเท็จจริงมาเล่าสู่กันฟัง
ก่อนอื่นต้องบอกว่า ตั้งแต่ผู้ว่าการ ธปท.คนใหม่เข้ามารับตำแหน่ง สังเกตว่า ธปท.พยายามดูแลค่าเงินไม่ให้แข็งกว่า 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ทั้งๆ ที่มีแรงกดดันจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงมา 2 รอบแล้ว ซึ่งเรื่องนี้ก็คงต้องยกให้เป็นความดีของท่าน ก่อนหน้านั้นเราเคยกลัวกันว่า อัตราแลกเปลี่ยนอาจจะลงไปถึงระดับ 2528
จำได้ว่า ก่อนจะเข้ารับตำแหน่งเพียงไม่กี่วัน ผู้ว่าการ เคยพูดไว้ว่า ทุนสำรองของไทยไม่ได้มีมากเกินไป อาจจะยังมีไม่เพียงพอด้วยซ้ำ ซึ่งผมฟังแล้วก็อนุโมทนาสาธุ เพราะก่อนหน้านั้นเคยได้ยินแต่ประเภทชอบอวดเศรษฐี คือคุยกันฟุ้งว่าเรามีทุนสำรองเกินพอ แต่เสร็จแล้วก็วิ่งไปกู้ยืมต่างประเทศ เพื่อนำมาทำโครงการเมกะโปรเจกต์ต่างๆ
ผมอยากเห็น ธปท.สะสมทุนสำรองให้มากยิ่งขึ้นไปอีก เพราะจะมีผลดีตามมา 2 ประการคือ จะทำให้ค่าเงินไม่แข็งเกินไปประการหนึ่ง และจะมีเงินทุนของเราเองสะสมไว้สำหรับความจำเป็นในอนาคตอีกประการหนึ่ง อย่าลืมว่าเรายังต้องลงทุนเพิ่มในสาธารณูปโภคอีกเป็นจำนวนมาก และราคาสมัยนี้ก็แพงๆ กันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นระบบขนส่งมวลชน ระบบคมนาคมและสื่อสาร โรงไฟฟ้า และอื่นๆ
นอกจากนี้ การเมืองของเราในปัจจุบันก็เปราะบางและไม่มีเสถียรภาพ ปัญหาความขัดแย้งมีแนวโน้มยืดเยื้อ และยังอาจกลับมารุนแรงเป็นสงครามกลางเมืองได้อีก การสะสมเงินทองเตรียมไว้รองรับความเสียหายและความผันผวนที่อาจจะเกิดขึ้น จึงเป็นเรื่องที่พึงกระทำ และมีความชอบธรรมเป็นอย่างยิ่ง รวมทั้งในสายตาของชาวโลก
กลับมาเรื่องค่าเงิน แม้ว่านักวิชาการในภาครัฐหลายคนจะคิดคนละแบบกับผู้ส่งออก และภาคเศรษฐกิจหลายภาคอาจไม่ได้รับผลกระทบมากนัก แต่ผมก็อยากชี้ให้เห็น 2 กลุ่มใหญ่ที่ถูกกระทบโดยตรงอย่างเห็นได้ชัด ดังนี้
หนึ่ง ตลาดทุน โบรกเกอร์ต่างชาติหลายสำนักวิเคราะห์ไว้ตั้งแต่ไตรมาสก่อนว่าค่าเงินของเราเริ่มแข็งเกินไป จนกระทบความสามารถในการแข่งขัน และจะทำให้จีดีพีในอนาคตขยายตัวช้าลง จึงสรุปว่าราคาหุ้นไทยสูงเกินปัจจัยพื้นฐาน และแนะนำให้นักลงทุนต่างชาติขาย เพื่อโยกเงินไปลงทุนในตลาดเพื่อนบ้านที่ปัจจัยพื้นฐานดีกว่า
ผลที่ตามมาคือ ต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยมาเป็นเดือนแล้ว และพอมีเรื่องประท้วงทางการเมือง ก็ยิ่งเทขายอย่างหนัก บางวันยอดขายสุทธิสูงจนน่าตกใจ เช่นกว่า 7,000 ล้านบาท ทำให้ดัชนีดิ่งเหว และลงต่ำกว่า 1,000 จุดในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา
สอง ดังที่เกริ่นไว้ในช่วงต้น การท่องเที่ยวอาจเป็นภาคเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบโดยตรงค่อนข้างมาก และบังเอิญเป็นภาคเศรษฐกิจที่มีความสำคัญสูง ทั้งในการหารายได้เข้าประเทศ และในการจ้างงาน
เงินบาทแข็งไม่ได้ทำให้ต่างชาติมาเที่ยวไทยน้อยลงเท่านั้น แต่คนไทยเองก็เที่ยวไทยน้อยลงด้วยเช่นกัน
ใครที่นึกไม่ออกว่า อัตราแลกเปลี่ยนที่ 33 หรือ 30 บาท มีผลต่อการท่องเที่ยวอย่างไร ให้ลองสอบถามเพื่อนหรือคนรู้จักที่ชอบเดินทางไปต่างประเทศดู
ผมได้อยู่ในหลายวงสนทนา ที่คนพูดถึงการไปช็อบปิ้งที่ฮ่องกง ไปทัวร์เมืองจีน หรือไปเที่ยวไกลถึงสหรัฐ เพราะราคาหรือค่าทัวร์ถูกลงมากเมื่อเปรียบกับในอดีต
คนที่มีเวลาหรืองบประมาณจำกัด หากปีนี้เลือกไปเที่ยวเมืองนอก ก็จะผลัดการท่องเที่ยวในประเทศไปปีหน้า หรือปีต่อๆ ไป
สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ เขาก็คงมีวิธีคิดไม่ต่างจากเรา คือถ้าการมาเที่ยวบ้านเราแพงขึ้น หลายคนก็คงตัดสินใจรอไปก่อน แล้วหันไปท่องเที่ยวในประเทศของเขาเอง หรือเลือกไปประเทศอื่นที่ค่าเงินอ่อนกว่าเรา
เกือบตลอดปี พ.ศ. 2553 ที่เงินบาทแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง คำชี้แจงที่เราได้ยินบ่อยๆ คือ เป็นการแข็งค่าตามสกุลเงินในภูมิภาค ซึ่งก็คงหมายถึงสิงคโปร์กับมาเลเซียเป็นหลัก ไม่ได้หมายถึงจีน ฮ่องกง เวียดนาม หรืออินเดีย
ผมอยากชี้ให้เห็นข้อแตกต่างที่สำคัญระหว่างเรากับเพื่อนบ้านที่ถูกอ้างอิงทั้งสองประเทศ กล่าวคือ สำหรับมาเลเซีย เศรษฐกิจของเขาพึ่งพาการท่องเที่ยวในสัดส่วนที่ต่ำกว่าของเรามาก ในขณะที่ผลผลิตสำคัญของเขา คือน้ำมัน น้ำมันปาล์ม และยางพาราราคาสูงขึ้นมาก ทำให้เขาถูกผลกระทบของค่าเงินแข็งน้อยกว่าเรา
ในกรณีของสิงคโปร์ ปีที่แล้วเศรษฐกิจของเขาร้อนแรงมาก นำโดยการผลิตและการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ที่บางไตรมาสขยายตัวกว่า 100% ทำให้เขาต้องประกาศนโยบายค่าเงินแข็ง เพื่อชะลอความร้อนแรงลง
สำหรับบ้านเรา แม้ตัวเลขจีดีพีปีที่แล้วจะค่อนข้างดี แต่ก็เป็นการฟื้นตัวจากฐานเดิมที่ต่ำ ไม่ได้เกิดจากความร้อนแรงอย่างมากมายแต่ประการใด ประมาณการจีดีพีปีนี้ส่วนใหญ่ก็อยู่ในระดับเพียง 45%
ดีแล้วที่ช่วงนี้ค่าเงินบาทอ่อนลงบ้างเล็กน้อย เพราะหากเรายังขืนปล่อยให้ชาวโลกรู้สึกว่าค่าเงินเราสูงเกินปัจจัยพื้นฐาน และต่างชาติทิ้งการลงทุนในตลาดของเรามากไปกว่านี้ รวมทั้งมีคนมาท่องเที่ยวบ้านเราน้อยลง ก็เป็นไปได้ที่แม้แต่จีดีพี 4% ก็อาจจะไม่ได้เห็น







