
ยุบสภาฯ
รัฐสภาผ่านการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญไปเรียบร้อย ได้นัดลงมติครั้งสุดท้ายวาระ 3 ่ในวันที่ 11 ก.พ.
รัฐสภาผ่านการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญไปเรียบร้อย ได้นัดลงมติครั้งสุดท้ายวาระ 3 ่ในวันที่ 11 ก.พ.
เนื้อหาสาระการแก้รัฐธรรมนูญมี 2 ประเด็นหลักคือ มาตรา 190 เรื่องการทำสนธิสัญญากับต่างประเทศที่จะต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาฯ กับ มาตรา 93-98 เรื่องที่มาของ สส. ด้วยสูตรเลือกตั้งระบบ สส.แบ่งเขต 375 คน และบัญชีรายชื่อ 125 คน
ทั้งหมดจึงนำไปสู่ขั้นตอน จุดหมายสุดท้ายได้แก่การยุบสภาฯ
ที่แพลมๆ ออกมาแล้วจากปาก อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ก็คือ มีความเป็นไปได้จะยุบสภาฯ ในเดือน เม.ย.
จะจริงหรือหลอก อีกไม่นานก็รู้
และการยุบสภาฯ อาจจะเป็นไฟต์บังคับของอภิสิทธิ์ ด้วยเหตุผลหลายๆ ประการ
โดยเฉพาะหากจำกันได้ ยุครัฐบาลชวน หลีกภัย เป็นนายกฯ มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเช่นกัน แต่ไม่ยุบสภาฯ ทันที และอยู่ต่อไปจนกระทั่งหมดวาระ
ระหว่างนั้นเองมีนักการเมืองหนุ่มพรรคประชาธิปัตย์ออกมาวิจารณ์เชิงเสนอแนะว่า ควรจะยุบสภาฯ เลือกตั้งใหม่ทันที ไม่ควรจะรอจนสภาฯ หมดวาระ
สาเหตุเนื่องจากรัฐบาลชวน และ สส.ในขณะนั้นมาจากรัฐธรรมนูญเดิม เมื่อมีการแก้รัฐธรรมนูญใหม่ มีกติกาใหม่ ควรจะยุบสภาฯ คืนอำนาจให้ประชาชน การที่ไม่ยุบสภาฯ ถือว่าได้ผ่านโอกาสทองที่จะเป็นรัฐบุรุษทางการเมืองประมาณนั้น
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อมา คงไม่ต้องอธิบายว่าชวนจะควันออกหูขนาดไหน และก่อให้เกิดเหตุการณ์ต่อเนื่องตามมามากมาย
แต่สิ่งสำคัญก็คือ นักการเมืองหนุ่มคนนั้นที่ออกมาวิจารณ์ชวน ชื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
เป็นอภิสิทธิ์ คนเดียวกับที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในขณะนี้
เมื่อยุคที่อภิสิทธิ์ เป็นนายกฯ และประสบเหตุการณ์เดียวกับในอดีต นั่นคือมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่เกี่ยวเนื่องกับที่มาของ สส. อภิสิทธิ์ ยุบสภาฯ และทำอย่างที่เคยวิจารณ์ชวนไว้ทันทีหรือไม่
นี่แหละ ถึงน่าติดตาม
พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ อดีตนายกรัฐมนตรี เคยยกภาษิตโบราณเอาไว้ว่า ก่อนพูด เราเป็นนายของคำพูด แต่หลังพูด คำพูดเป็นนายของเรา
แล้วสิ่งที่เคยพูดไว้เมื่อสิบกว่าปีก่อนล่ะ
ตอนนี้ยังเป็นนาย บังคับกันได้หรือไม่หนอ







