
เข้มเครดิตนักกู้
เครดิตบูโรแก้กฎหมาย เก็บประวัติจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ โทรศัพท์ ใครค้างจ่ายกู้เงินไม่ได้
เครดิตบูโรแก้กฎหมาย เก็บประวัติจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ โทรศัพท์ ใครค้างจ่ายกู้เงินไม่ได้
นายสุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (เครดิตบูโร) เปิดเผยว่า ขณะนี้เครดิตบูโรอยู่ระหว่างการระดมความคิดเห็นเพื่อปรับปรุงแก้ไขกฎหมายเครดิตบูโร โดยจะขยายขอบเขตการจัดเก็บประวัติเครดิตทางการเงินของประชาชนที่ชำระค่าสาธารณูปโภค เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า และค่าโทรศัพท์เข้าไปด้วย เพื่อเป็นฐานข้อมูลการพิจารณาปล่อยสินเชื่อและการทำธุรกิจ
นายสุรพล กล่าวว่า การจัดเก็บข้อมูลการชำระค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์นั้น จะทำให้ฐานข้อมูลกว้างขึ้น ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งในการเข้าถึงแหล่งเงินและการพิจารณาสินเชื่อของสถาบันการเงิน แต่การติดบัญชีดำในเครดิตบูโรก็ไม่ใช่เป็นปัจจัยเดียวในการพิจารณาให้สินเชื่อหรือไม่ให้สินเชื่อของสถาบันการเงิน แต่เป็นฐานข้อมูล
ทั้งนี้ คาดว่าจะได้ข้อสรุปในการแก้ไขกฎหมายภายในเดือน มิ.ย.นี้ เพื่อเสนอต่อรัฐบาลให้พิจารณาออกเป็นกฎหมายต่อไป และคงจะสามารถบังคับได้ภายใน 12 ปีนี้
“ขณะนี้ทั่วโลกมีการจัดเก็บข้อมูลประวัติการชำระค่าสาธารณูปโภคแล้ว แต่ไทยยังไม่มี ทำให้มีผลต่อการประเมินของธนาคารโลกที่ให้จัดอันดับความน่าลงทุนและความยากง่ายในการเข้ามาประกอบธุรกิจในไทย” นายสุรพล กล่าว
สำหรับการจัดทำเครดิตสกอริง ซึ่งเป็นเครื่องมือวัดพฤติกรรมและความตั้งใจชำระหนี้ ขณะนี้อยู่ระหว่างการทดสอบความแม่นยำของระบบ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มนำมาใช้ในเดือน เม.ย.นี้ โดยหากลูกค้าได้คะแนนสูง หรือมีความเสี่ยงการผิดชำระน้อย ก็มีโอกาสที่จะได้รับส่วนลดดอกเบี้ยจากสถาบันการเงิน
นายสุรพล กล่าวว่า ในปีนี้เครดิตบูโรตั้งเป้าว่าจะขยายจำนวนสมาชิกและลูกค้าบัญชีสินเชื่อ 1012%
ขณะนี้เครดิตบูโรมีสมาชิกจำนวน 62.11 ล้านบัญชี และมีการสืบค้นข้อมูลเพื่อพิจารณาสินเชื่อ 15.92 ล้านบัญชี มีบัญชีที่ค้างชำระ 90 วันขึ้นไป 5.6 ล้านบัญชี คิดเป็นวงเงินกว่า 4 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 9% ของสินเชื่อคงค้าง ขณะนี้กำลังเจรจาดึงสหกรณ์ออมทรัพย์และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรมาเป็นสมาชิกจำนวนบัญ ชี62.11 ล้านบัญชี แบ่งเป็นบัญชีบุคคลธรรมดา 58.36 ล้านบัญชีและบัญชีนิติบุคคล 3.75 ล้านบัญชี และมีการสืบค้นข้อมูลของสถาบันการเงินเพื่อพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ 15.92 ล้านบัญชี
“จากฐานข้อมูล 58 ล้านบัญชี เป็นบัญชีที่มีความเคลื่อนไหว 37 ล้านบัญชี คิดเป็น 72 % ซึ่งในจำนวนนี้เป็นบัญชีปกติ 31.4 ล้านบัญชีคิดเป็น 85 % และมีบัญชีที่มีการค้าชำระเงิน 90 วันขึ้นไป 5.6 ล้านบัญชี 15 % ของจำนวนบัญชีทั้งหมด ซึ่งยอดเอ็นพีแอลไม่เปลี่ยนแปลง เนื่องจากสถาบันการเงินมีความเข้มงวดในการให้สินเชื่อมากขึ้น นอกจากนี้มีการปิดบัญชีหยุดส่งข้อมูล 21 ล้านบัญชีหรือ 28 %







