
ลูกหนี้ทำใจดอกเบี้ยขึ้น
ธปท.ลั่น ต้องขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง คุมเงินเฟ้อให้อยู่ก่อนเศรษฐกิจเสียหาย
ธปท.ลั่น ต้องขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง คุมเงินเฟ้อให้อยู่ก่อนเศรษฐกิจเสียหาย
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แถลงแนวทางการดำเนินงานของ ธปท.ในปี 2554 ว่า ในปีนี้ ธปท.คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวประมาณ 35% สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือการขยายตัวของเงินเฟ้อที่เกิดจากต้นทุนกดดัน นโยบายจึงต้องสร้างความสมดุลให้เกิดขึ้น ถ้าผ่อนคลายจะทำให้เศรษฐกิจเสียสมดุล
“ปีนี้เป็นปีที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ต้องขึ้นดอกเบี้ยอีกระยะหนึ่ง โดยมีเป้าหมายให้เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจและดูแลเงินเฟ้อให้อยู่ในเป้าหมาย และทำให้ส่วนต่างการออมที่แท้จริงของประชาชนเป็นบวก แต่จะขึ้นดอกเบี้ยถึงหรือเกิน 1% หรือไม่ ยังตอบไม่ได้” ผู้ว่าการ ธปท. กล่าว
นายประสาร ยอมรับว่าการขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้สร้างภาระให้ผู้ประกอบการและประชาชนในวงกว้าง แต่ถ้า ธปท.ละเลยทำให้เงินเฟ้อสูง ต้นทุนการผลิตก็สูง และสุดท้ายก็จะเกิดปัญหาในด้านการผลิต มีการเลิกจ้างแรงงาน ราคาสินค้าแพง ดังนั้นจะผ่อนคลายนโยบายให้ดอกเบี้ยลดลงเมื่อเห็นว่าเงินเฟ้อได้ลดต่ำลงแล้วเท่านั้น
“การพิจารณาดอกเบี้ยโปร่งใส กนง.จึงได้เปิดเผยมติการพิจารณาดอกเบี้ยทุกครั้งนับจากนี้ไป ซึ่งการเปิดเผยเหตุผลและการตัดสินใจของกนง.ในเรื่องดอกเบี้ยนั้น จะทำให้ประชาชน นักธุรกิจ สามารถที่จะคาดการณ์ล่วงหน้าในการวางแผนธุรกิจ และการใช้จ่ายในครัวเรือนได้สะดวกขึ้น” นายประสารกล่าว
สำหรับความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยในปีนี้ ระหว่างเงินเฟ้อ การเมือง และ ปัจจัยเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้านั้น ผู้ว่าการธปท.กล่าวว่า ปัจจัยการเมืองมีความเสี่ยงมากที่สุด เพราะเป็นปัจจัยที่ไม่สารถคาดหมายได้ แต่ปัญหาเงินเฟ้อสามารถใช้นโยบายการเงินดูแลได้ ส่วนปัจจัยต่างประเทศ ก็สามารถที่จะหาตลาดทดแทนได้
ด้านนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน ธปท.ก็บริหารอย่างยืดหยุ่น และทำให้ไม่เสียขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก และนโยบายการคลังก็มีวินัยรัฐบาลก็ยืนยันที่จะทำให้งบประมาณสมดุลภายใน 5 ปี
นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ต้นทุนการผลิตของภาคอุตสาหกรรมจะสูงขึ้นจากวัตถุดิบ ค่าแรง ดอกเบี้ย ราคาน้ำมัน ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดเงินเฟ้อที่มาจากด้านต้นทุนโดยเฉพาะ โดยผู้ประกอบการที่ไม่สามารถผลักภาระต้นทุนไปยังลูกค้าได้จะมีความเสี่ยงต่อการขาดทุน
ขณะเดียวกันปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมไม่สามารถขยายกำลังการผลิตให้เพิ่มขึ้นได้ และไม่สามารถรับคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นได้
นายเสถียร ตันธนะสฤษถ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารทหารไทย เปิดเผยภายในเสวนา F.T.I. Economic Focus 1/2554 ว่า แนวโน้มค่าเงินบาทของไทยในปีนี้ น่าจะปรับตัวอ่อนค่าลงจากปีก่อนอยู่ที่ระหว่าง 31 32 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เนื่องจากมองว่าเงินทุนจะเริ่มไหลกลับไปซื้อหุ้นในตลาดของสหรัฐอเมริกามากขึ้น เพราะเศรษฐกิจสหรัฐฯ เริ่มมีสัญญาณที่จะฟื้นตัว
อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย (จีดีพี) ในปี 2554 จะขยายตัวประมาณ 44.5% ขยายตัวลดลงจากปีก่อน และมีแนวโน้มจะชะลอตัวตามเศรษฐกิจโลก ขณะที่การส่งออกน่าจะขยายตัวได้ประมาณ 1112% เนื่องจากเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าสำคัญ เช่น สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป (อียู) และญี่ปุ่น ยังไม่ฟื้นตัว
ทั้งนี้ ปัจจัยเสี่ยงที่จะส่งผลกระต่อเศรษฐกิจในปีนี้ ได้แก่ 1. เศรษฐกิจโลกชะลอตัว ส่งผลต่อความต้องการซื้อในตลาดโลกที่ชะลอตัวลง ตลาดจะไม่ขยายตัวเหมือนที่ผ่านมา และการแข่งขันด้านราคาจะสูงขึ้น 2.ปัญหาความวุ่นวายทางการเมือง แม้จะไม่มีความรุนแรงแต่ในมุมมองของเอกชนปัญหานี้ยังคงสร้างความกังวลให้นักธุรกิจอยู่เสมอ 3.ต้นทุนการผลิตของภาคอุตสาหกรรมจะสูงขึ้นจากวัตถุดิบ ค่าแรง ดอกเบี้ย ราคาน้ำมัน ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดเงินเฟ้อที่มาจากด้านต้นทุนโดยเฉพาะ โดยผู้ประกอบการที่ไม่สามารถผลักภาระต้นทุนไปยังลูกค้าได้จะมีความเสี่ยงต่อการขาดทุน
ขณะเดียวกันปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมไม่สามารถขยายกำลังการผลิตให้เพิ่มขึ้นได้ และไม่สามารถรับคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นได้







