
ทางออกในยุคข้าวแพง
ราคาของอาหารและน้ำมันที่ทะยานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่เพียงแต่มีผลกระทบโดยตรงกับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนคนเดินดินกินข้าวแกงธรรมดาเท่านั้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นยังส่งผลต่อสภาวะเศรษฐกิจของญี่ปุ่นและของโลกที่กำลังง่อนแง่นอยู่ในขณะนี้
บทบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์อาซาฮีชิมบุน ระบุว่า ราคาข้าวสาลีถั่วเหลือง และข้าวโพด ได้พุ่งสูงสุดในรอบ 2 ปี 6 เดือน ส่วนราคาน้ำมันดิบในตลาดสหรัฐก็พุ่งเลย 90 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล นับว่าสูงที่สุดตั้งแต่การล้มละลายของเลห์แมน บราเธอร์ส ธนาคารเพื่อการลงทุนของสหรัฐ เมื่อปี 2551
ตามทัศนะของอาซาฮีเห็นว่าราคาที่เพิ่มขึ้นมานี้ ส่วนหนึ่งได้รับผลกระทบจากความวิตกกังวลด้านการขาดแคลน อันเนื่องมาจากสภาพอากาศที่เลวร้าย อีกส่วนหนึ่งได้รับปัจจัยหนุนจากการคาดการณ์จำนวนประชากรโลกที่มีแนวโน้มสูงขึ้นถึง 2,000 ล้านคน ใน 40 ปีข้างหน้านี้
แนวโน้มของการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของประชากรโลก ผนวกกับการขยายตัวของเศรษฐกิจในประเทศกำลังพัฒนา ส่งผลให้ความต้องการด้านอาหารเพิ่มขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย
คงไม่ผิดนักหากจะระบุว่าสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน มีความคล้ายคลึงกับเมื่อวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2551 เมื่อครั้งที่ภาวะข้าวยากหมากแพงที่เกิดจากการชะงักงันด้านการส่งออกอาหาร เป็นชนวนก่อให้เกิดการจลาจลในประเทศยากจนหลายประเทศ ซึ่งสภาวการณ์ความไม่สงบของสังคมแบบนั้น ไม่สมควรที่จะเกิดขึ้นซ้ำอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าเสียดายว่าไม่มีปาฏิหาริย์ใดที่จะมาแก้ปัญหาราคาอาหารและน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นนี้ได้ ทางเดียวที่พอจะเป็นไปได้ก็คือการที่ประเทศต่างๆ ต้องหันมาเป็นผู้ผลิตเพื่อการบริโภคภายในของตัวเอง สนับสนุนการใช้พลังงานทางเลือก หรือพลังงานทดแทน ซึ่งมีส่วนช่วยลดภาวะโลกร้อน และค่อยๆ เคลื่อนตัวไปสู่การนำพลังงานนิวเคลียร์มาใช้อย่างเหมาะสมและสมควรแก่เวลา







