
โลกมองไทย
เป็นไปตามที่สำนักข่าวต่างประเทศหลายสำนักคาดการณ์ไว้ สำหรับการเมืองของประเทศไทยที่มีแนวโน้มร้อนระอุคุกรุ่นขึ้นอีกครั้ง จากการชุมนุมประท้วงเรียกร้องในเรื่องต่างๆ จากบรรดาพลพรรคแดงและเหลือง
ซินหัว รายงานว่า ระหว่างที่เสื้อแดงยื่นขอเรียกร้องขอให้รัฐบาลคืนอำนาจให้กับประชาชนเพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งให้เร็วที่สุด และขอจัดการชุมนุมอย่างสงบเดือนละครั้ง ด้านกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือที่รู้จักกันดีจากสีสัญลักษณ์ของกลุ่มว่าเสื้อเหลือง ก็เริ่มออกมาชุมนุมคัดค้านรัฐบาล โดยชูประเด็นอ่อนไหวเรื่องรักชาติกับกรณีพิพาทพื้นที่ชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาขึ้นมา
ข้อเรียกร้องสำคัญที่สุด คือ การขอให้รัฐบาลยกเลิกข้อตกลงที่ไทยและกัมพูชาได้เคยลงนามร่วมกันไว้ในบันทึกความเข้าใจ หรือเอ็มโอยู เมื่อปี 2543 โดยกลุ่มเสื้อเหลืองอ้างว่า บันทึกความเข้าใจดังกล่าวทำให้ไทยเสียเปรียบในการเจรจาทุกด้านที่กรุงพนมเปญ พร้อมกับเรียกร้องให้รัฐบาลไม่ยอมรับคำตัดสินของคณะกรรมการมรดกโลก
ด้านบลูมเบิร์ก ระบุว่า การชุมนุมของกลุ่มเสื้อเหลือง ซึ่งประกาศเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่าจะดำเนินการชุมนุมต่อไปจนกว่ารัฐบาลจะยอมทำตามข้อเรียกร้อง มีแนวโน้มส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนชาวต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุน จนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศที่กำลังอยู่ในภาวะชะลอตัวให้ย่ำแย่หนักขึ้นไปอีก เพราะนักลงทุนยังคงขยาดกับพฤติกรรมในอดีต
ทั้งซินหัวและบลูมเบิร์กต่างสรุปความเห็นตรงกันว่า แม้รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะยืนยันหนักแน่นว่า การชุมนุมประท้วงเป็นเรื่องธรรมดาของประชาธิปไตย ตราบใดที่ไม่ทำร้ายใคร หรือขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่ แต่อย่างไรก็ตามอภิสิทธิ์คงหวาดหวั่นไม่น้อย เพราะไม่อาจปฏิเสธได้ว่า การก้าวขึ้นมาในตำแหน่งได้นี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการกระทำจากกลุ่มเสื้อเหลืองด้วยเช่นกัน







