posttoday
สิทธิบัตร(ต่อ)

สิทธิบัตร(ต่อ)

26 มกราคม 2554

....พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์

ก่อนที่จะต่อในสิ่งที่ค้างอยู่ คงจะต้องตอบคำถามท่านผู้อ่านที่สอบถามมาก่อน และต้องขอขอบคุณเป็นอย่างยิ่งที่ให้ความสนใจติดตามอ่านคอลัมน์นี้ คำถามเป็นเรื่องที่ผู้อ่านสอบถามว่า “สิทธิบัตรเศรษฐกิจ” (Economic Patent) มีอยู่ในกฎหมายไทย และกฎหมายประเทศใดบ้าง” ซึ่งผู้เขียนขอตอบดังนี้

1.จากประสบการณ์ของผู้เขียนเอง และจากการสอบถามผู้มีความรู้ในเรื่องสิทธิบัตรหลายท่าน เห็นว่า “สิทธิบัตรเศรษฐกิจ” ไม่ได้ตราอยู่ในกฎหมายโดยตรง แต่น่าจะเป็นคำที่ใช้เรียกให้เห็นภาพให้ชัดมากกว่า เพราะโดยพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 และฉบับที่ 3 พ.ศ. 2542 มาตรา 10, 11, 12, 13 และ 65 (เกี่ยวกับอนุสิทธิบัตร) ได้มีบัญญัติไว้โดยสรุปว่า ผู้ประดิษฐ์เป็นผู้มีสิทธิขอรับสิทธิบัตร หรืออนุสิทธิบัตร และมีสิทธิที่จะได้รับการระบุชื่อว่าเป็นผู้ประดิษฐ์ในสิทธิบัตร หรืออนุสิทธิบัตร แต่ถ้าเป็นลูกจ้าง ทำงานตามสัญญาจ้าง หรือโดยสัญญาจ้างที่มีวัตถุประสงค์ให้ทำการประดิษฐ์สิ่งประดิษฐ์นั้น ย่อมตกแก่นายจ้าง เว้นแต่สัญญาจ้างจะระบุไว้เป็นอย่างอื่น แต่ถ้านายจ้างได้รับประโยชน์จากการประดิษฐ์ หรือนำสิ่งประดิษฐ์นั้นไปใช้ให้ลูกจ้างมีสิทธิได้รับบำเหน็จพิเศษจากนายจ้าง นอกเหนือจากค่าจ้างตามปกติได้ และสิทธิที่จะได้รับบำเหน็จพิเศษนี้จะถูกตัดโดยสัญญาจ้างไม่ได้ ซึ่งกรณีนี้ใช้กับข้าราชการ พนักงาน องค์การของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจด้วย

การขอรับบำเหน็จพิเศษให้ยื่นต่ออธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา และให้อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญามีอำนาจกำหนดบำเหน็จพิเศษให้แก่ลูกจ้างตามที่เห็นสมควร โดยมีหลักเกณฑ์และวิธีการกำหนดไว้ในกฎกระทรวง ฉบับที่ 24 (พ.ศ. 2542) ออกตามความในพระราชบัญญัติสิทธิบัตร 2522

2.คำว่า Economic Rights จึงน่าจะเป็นสิทธิที่ผู้เป็นเจ้าของสิทธิบัตรมีอยู่ในการนำไปผลิต ขาย ส่งออก หรือถ้าจะเรียกให้ถูก น่าจะหมายถึงสิทธิแต่เพียงผู้เดียว (Exclusive Rights) มากกว่า

3.ในต่างประเทศโดยเฉพาะสหรัฐ มีกฎหมายที่ออกมาเพื่อให้ความช่วยเหลือนักประดิษฐ์หลายฉบับ เช่น เงินทุนที่ให้ไปค้นคว้าวิจัยนั้น เมื่อได้ผลงานมา ไม่จำเป็นต้องยกให้เจ้าของทุน แต่นำไปบริหารจัดการได้ แต่การจะขอทุนได้ต้องผ่านการพิจารณากลั่นกรองโดยคณะกรรมการ มีระบบที่เรียกว่า Peer Review ฯลฯ อย่างไรก็ตาม ขบวนการทั้งหลายนั้นมีความโปร่งใสมาก เป็นต้น

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าคงจะตอบข้อสอบถามของท่านผู้อ่านได้ไม่มากก็น้อย

คราวนี้ขอกลับมาเข้าเรื่องต่อจากครั้งที่แล้ว ซึ่งนอกจากจะได้สรุปถึงเงื่อนไขที่ทำให้จดสิทธิบัตรไม่ได้ว่า เพราะ ขาดความใหม่ เป็นงานที่ปรากฏอยู่แล้ว เนื่องจากได้รับสิทธิบัตรหรืออนุสิทธิบัตรภายในหรือนอกประเทศแล้ว หรือพิมพ์ลงวารสารเผยแพร่ไปแล้ว หรือนำไปแสดงนิทรรศการที่ไม่ใช่ของทางราชการไปแล้ว เป็นต้น นอกจากนี้ก็อาจจะไม่มีขั้นตอนการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น ประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมไม่ได้ เป็นต้น ซึ่งนี่ก็เป็นกฎหมายของหลายๆ ประเทศ รวมทั้งไทย และความตกลงระหว่างประเทศที่เป็นที่ยอมรับกันทั่วไป แต่ส่วนที่พิเศษมีในกฎหมายของไทยก็คือ ถ้าเป็นจุลชีพและส่วนประกอบที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ สัตว์ พืช หรือสารสกัดจากสัตว์ หรือพืชก็จดไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิบัตร หรืออนุสิทธิบัตร ซึ่งผู้เขียนได้อธิบายรายละเอียดไปแล้ว รวมถึงยกตัวอย่างความเข้าใจผิดไปแล้ว จึงไม่ขอลงในรายละเอียดซ้ำอีก แต่จะขอต่อไปในเรื่องที่จดสิทธิบัตร หรืออนุสิทธิไม่ได้ รวมถึงยกตัวอย่างความเข้าใจผิด หรือความไร้เดียงสา หรือคาดไม่ถึงของพวกเรากันเอง ซึ่งยังมีที่น่าสนใจอีกหลายๆ เรื่อง

สำหรับเงื่อนไขการจดสิทธิบัตรไม่ได้นั้นยังมีอีก เช่น กฎเกณฑ์และทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ เช่น สูตรคูณ สูตรทางกลศาสตร์ หรือแม่เหล็กไฟฟ้า เป็นต้น แต่ถ้านำสูตรเหล่านั้นมาใช้ประดิษฐ์คิดค้นเป็นเครื่องมือ เครื่องจักร หรือกลไกต่างๆ หรือกระบวนการผลิตต่างๆ ย่อมจะจดสิทธิบัตร หรืออนุสิทธิบัตรได้ เช่นเดียวกันระบบข้อมูลสำหรับการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือที่เราเรียกทับศัพท์กันจนชินว่า โปรแกรมคอมพิวเตอร์ (Computer Programs) ก็จดสิทธิบัตรไม่ได้ เช่น โปรแกรมการทำบัญชี เพราะถือว่าไม่ใช่การประดิษฐ์ แต่มีลักษณะเป็นวิธีการในการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เท่านั้น เหมือนกับคู่มือการใช้เครื่องมือ เครื่องจักร หรือถ้าจะให้เห็นเป็นตัวอย่างง่ายๆ ก็เป็นพวกคู่มือการใช้เครื่องซักผ้า เตาอบ หรือโทรทัศน์ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม คู่มือต่างๆ เหล่านี้สามารถจัดเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ได้ และได้รับความคุ้มครองภายใต้กฎหมายลิขสิทธิ์ นอกจากนี้ตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ในส่วนที่เรียกว่า Hardware สามารถขอจดสิทธิบัตรได้ถ้าเข้าหลักเกณฑ์สำคัญ 3 ข้อดังกล่าวมาแล้ว

นอกจากนี้ ก็มีวิธีการวินิจฉัย บำบัด หรือรักษา โรคมนุษย์ หรือสัตว์ เช่น การให้คีโม การผ่าตัด วิธีการรักษาด้วยยา เป็นต้น แต่อย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่าถ้าจดไม่ได้แล้วต้องไปบังคับใช้สิทธิ หรือที่เรารู้จักกันดีและเป็นที่ฮือฮากันมากในสมัยหนึ่งว่า “CL” ทำไมผู้เขียนขอย้ำว่า ที่จดไม่ได้นั้นเป็นเรื่องของวิธีการเท่านั้น เหมือนกับวิธีการทางธุรกิจ เช่น วิธีการสอนเลข หรือภาษาอังกฦษที่กฎหมายไทยยังไม่ให้จดสิทธิบัตร แต่ตัวยาที่นำมาทำเคมีบำบัด หรือตัวยารักษาโรคนั้น แน่นอนว่าจดสิทธิบัตรได้ ซึ่งเหตุที่ไม่ให้ความคุ้มครองในเรื่องของวิธีการก็เพราะไม่มีลักษณะการคิดประดิษฐ์ขึ้น แม้บางท่านอาจจะเถียงได้ว่าวิธีการรักษาบางวิธีก็ต้องคิดค้นและทดลองมาเหมือนกัน แต่วิธีการนั้นไม่เข้าขั้นว่ามีขั้นตอนการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น แต่ถ้าเป็นตัวเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ เช่น เครื่องฟอกไต ก็สามารถจดสิทธิบัตรได้

ท่านผู้อ่านคงได้เห็นความยุ่งยากซับซ้อนของเรื่องสิทธิบัตรแล้ว ที่กล่าวมานี้ยังเป็นสิทธิบัตรการประดิษฐ์เสียเป็นส่วนใหญ่ ยังมีอนุสิทธิบัตรและสิทธิบัตรออกแบบอีก คงจะต้องมีการยกตัวอย่างประกอบกันอีกหลายๆ เรื่อง วันนี้ผู้เขียนคงต้องขอจบไว้แค่นี้ก่อน เพราะเนื้อที่หมดแล้ว ต้องขอไปยกตัวอย่างอีกหลายๆ ตัวอย่างกันในคราวต่อไป

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท