
คิดแบบแดง
.....พิชัย นริพทะพันธุ์
วันนี้ต้องขออนุญาตพูดถึงหนังสือของผู้เขียน ที่ชื่อว่า
“เศรษฐกิจคิดแบบแดง” ที่ได้รับความกรุณาจากสื่อหลายฉบับทำการแนะนำ คำว่าแดงนั้นในที่นี้เป็นชื่อเล่นของผู้เขียนตั้งแต่เด็ก โดยหนังสือนี้ได้รวบรวมบทความต่างๆ ที่ผู้เขียนได้ทำการเขียน ส่วนมากจะมาจากในโพสต์ทูเดย์นี้ ผู้เขียนได้รับเกียรติอย่างสูงจาก อ.วีรพงษ์ รามางกูร ได้กรุณาเขียนคำนิยมให้ ผู้เขียนจึงอยากจะขอนำบางส่วนของคำนิยมมาให้อ่านครับ“
คุณพิชัย นริพทะพันธุ์ รู้จักคุ้นเคยกันมานาน ทุกครั้งที่พบปะกัน ก็จะพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางเศรษฐกิจ การเมือง การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลไทยเป็นส่วนใหญ่ เราทั้งสองมักจะมีความคิดเห็นไปทางเดียวกัน แม้บางครั้งรายละเอียดของความคิดเห็นอาจจะแตกต่างกัน แต่ในที่สุดก็จะปรับความคิดเห็นให้เข้ากันได้เสมอตลอดทั้งเล่มจึงเป็นเรื่องการติดตามภาวะเศรษฐกิจของไทย ให้ความเห็น และมีข้อเสนอแนะอยู่ตลอดเวลาว่า ปัญหาเศรษฐกิจในเรื่องต่างๆ นั้น ประเทศของเราควรจะทำอย่างไร ควรจะมีทางออกอย่างไร ความเป็นผู้ใหญ่พอที่จะไม่วิพากษ์วิจารณ์แต่ด้านเดียว
เมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้ ก็จะได้เป็นการทบทวนว่าในรอบ 2 ปี ที่ผ่านมาประเทศของเราประสบกับปัญหาเศรษฐกิจเรื่องใดบ้าง
ปัญหาที่คุณพิชัยมองเห็นเรื่องแรกก็เป็นเรื่องปัญหาการรักษา และการเสริมสร้าง
“ความสามารถในการแข่งขัน” ของประเทศไทยในเวทีการค้า และการลงทุนระหว่างประเทศ คุณพิชัยท่านเห็นว่าทั้งสองเรื่องเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะผลักดันเศรษฐกิจของเราไปข้างหน้า แต่น่าเสียดายที่ในช่วงเวลาดังกล่าว รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้น้อยมาก หรือแทบไม่ได้ทำเลย ดังนั้น เมื่อมีการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยโดย World Economic Forum ประเทศไทยจึงตกจากอันดับ 28 ไปเป็นอันดับที่ 38 ของโลกเรื่องที่สองที่คุณพิชัยท่านให้ความสำคัญมากคือ เรื่องเทคโนโลยีทางด้านสารสนเทศและข้อมูลข่าวสาร ปรากฏอยู่ในข้อเขียนของท่าน ที่อธิบายและเรียกร้องให้รัฐบาลไทยตัดสินใจเสียทีในเรื่องการใช้ 3จี เพราะว่าเป็นการปฏิรูปครั้งใหญ่ในวงการเทคโนโลยี่ใน ด้านข้อมูลข่าวสาร จะนำไปสู่การลงทุนขนาดใหญ่ ซึ่งจะนำพาประเทศชาติไปสู่ความมั่นคงเข็มแข็งในการสร้างเสริมให้ ประเทศชาติของเรา สามารถแข่งขันในเวทีการค้า และการลงทุนระหว่างประเทศได้ แต่น่าเสียดายที่รัฐบาลให้ความสนใจ เอาใจใส่ไม่ยอมตัดสินใจในเรื่องนี้จนกระทั่งบัดนี้ ด้วยเหตุผลอะไรไม่มีใครเดาได้ เพราะรัฐบาลก็ไม่ได้อธิบายอย่างชัดเจน
เรื่องที่สามที่คุณพิชัยวิพากษ์นโยบาย
“ประชานิยม” ในการจ่ายเงินของรัฐบาลว่าทำไปอย่างไร้ประโยชน์ ทั้งที่ในทางเศรษฐกิจการเมือง การออกพระราชกำหนดออกนอกกรอบวินัยทางการคลัง กู้เงิน 8 แสนล้านบาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจตามคำชักชวนโฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาลสหรัฐอเมริกานั้นล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงทั้งของไทยและอเมริกานโยบายดังกล่าว นอกจากไม่ช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัว ด้วยนโยบายดังกล่าวแล้ว รังแต่จะสร้างปัญหาทางการคลังให้กับประเทศชาติในอนาคต กลายเป็นข้อจำกัดของรัฐบาลในการตั้งงบประมาณในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุน
บางครั้งรัฐบาลก็ออกข่าวที่รู้อยู่แล้วว่าเป็นไปไม่ได้ หรือเป็นไปได้ก็จะเป็นการกระทำที่ไม่ฉลาดเอาเสียเลย เช่น นโยบายการซื้อดาวเทียมไทยคมเพื่อมาเป็นของรัฐบาล
แต่นโยบายการปรับโครงสร้างภาษีอากร เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน แต่ออกข่าวเรื่องภาษีทรัพย์สิน ภาษีมรดก ซึ่งเป็นการออกข่าวเพื่อหวังผลทางการเมืองมากกว่าจะทำอะไรจริงๆ จังๆ
นโยบาย
“รัฐสวัสดิการ” แต่ปราศจากแผนการทางด้านหารายได้ให้รัฐบาลจึงเป็นเรื่องการพูด เพื่อหาเสียงมากกว่าจะทำอะไรอย่างจริงๆ จังๆเรื่องที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่หนังสือเล่มนี้ให้ความสำคัญมากคือ ปัญหาเรื่อง
“คอร์รัปชัน” หรือการฉ้อราษฎร์บังหลวงว่าเป็นปัญหาที่หนักหน่วง เป็นลูกตุ้มถ่วงความเจริญและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศชาติของเรา ปัญหาการฉ้อราษฏร์บังหลวงในยุคนี้ดูจะหนักกว่ายุคใดสมัยใดบวกกับ ปัญหาการไม่ทำงานและการไม่ตัดสินใจของรัฐบาลจึงเป็นปัญหาที่ ประเทศไทยเสียโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหา เรื่อง 3 G ก็ ดี ปัญหามลภาวะที่มาบตาพุดก็ดี ความล่าช้าในการตัดสินใจก็ดี การแก้ปัญหาความไม่สงบในภาคใต้ ซึ่งก่อนเข้ารับหน้าที่ รัฐบาลขอเวลา 6 เดือน ในการแก้ปัญหา จนขณะนี้ ไม่มีใครทราบว่าสถานการณ์ไปถึงไหน เพราะข้อมูลข่าวสารในประเทศถูกปิดกั้นไม่ต่างอะไรกับยุคก่อน 14 ตุลาคม 2516เรื่องสุดท้ายที่ได้จากทัศนะและวิสัยทัศน์ของคุณพิชัยในหนังสือเล่มนี้ คือเรื่องนโยบายการเงินโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนและนโยบายดอกเบี้ย โดยแสดงความเห็นคัดค้านการปล่อยค่าเงินบาทแข็งขึ้นอย่างรวดเร็วเกินไป เมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ รวมทั้งการขึ้นดอกเบี้ยอย่างไม่สมเหตุผลของธนาคารแห่งประเทศไทย
หนังสือเล่มนี้ จึงเป็นหนังสือที่ได้พูดถึงปัญหาเศรษฐกิจเกือบทุกด้านของประเทศไทย เราในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา พร้อมข้อเสนอแนะคงจะไม่ได้ตั้งใจให้รัฐบาลอ่าน แต่ก็คงตั้งใจให้ประชาชนนักอ่านทั่วไปที่สนใจปัญหาเศรษฐกิจของบ้าน เมืองอ่าน
ภาษาที่ใช้ก็ เป็นภาษาง่ายๆไม่มีศัพท์แสงทางเศรษฐศาสตร์มากมายอะไรนัก ประชาชนทั่วไปสามารถอ่านทำความเข้าใจได้อย่างสนุกสนานและเป็น ประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับนักอ่านทั่วไป
ดีใจที่มี หนังสือประเภทนี้มาท้าทาย แสดงความคิดเห็นอย่างองอาจ แต่ก็ใช้ภาษาที่อ่อนน้อมถ่อมตนตลอดทั้งเล่ม
”ผู้เขียนได้เตรียมหนังสือ 50 เล่มไว้ให้ท่านผู้อ่าน ผู้อ่านท่านใดมีความประสงค์อยากอ่าน กรุณาส่งอีเมลที่อยู่มาที่ [email protected] Twitter; @ Pichailive หรือ fax : 026566700ผู้เขียนจะจัดส่งให้ แต่เนื่องจากหนังสือมีจำนวนจำกัด ขออภัยที่อาจจะส่งให้ไม่ได้ทุกคน







