posttoday
หนี้สาธารณะ ฐานะการคลัง และไข่ชั่งกิโล

หนี้สาธารณะ ฐานะการคลัง และไข่ชั่งกิโล

25 มกราคม 2554

...สมชาย สกุลสุรรัตน์

ไหนๆ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ก็ได้ออกมายืนยันชัดเจนแล้วว่า นโยบายการซื้อขายไข่ไก่เป็นกิโลนั้นไม่ใช่นโยบายภาคบังคับ แต่เป็นแค่นโยบายเพื่อเปิดทางเลือกให้กับประชาชนที่ต้องการซื้อไข่ไก่ไปบริโภคว่า ใครอยากซื้อเป็นกิโล ซื้อ ใครอยากซื้อเป็นฟอง ซื้อ ถ้าไม่มีปัญหากับผู้ขาย ผมว่าถึงเวลาอันสมควรแล้วที่จะพูดเรื่องอื่นที่มีสาระมากกว่า อย่างเรื่องที่เป็นหัวข้อบทความวันนี้

เรื่องแรก คือเรื่องที่สถาบันการจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำของโลกแห่งหนึ่ง ได้แก่ บริษัทจัดอันดับสแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ ได้ปรับอันดับความน่าเชื่อถือในตราสารหนี้ของไทยในเกณฑ์ระดับภูมิภาคอาเซียนขึ้น 1 อันดับจาก ax AA – เป็น dx AA และปรับระดับแนวโน้มความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้ระยะยาวที่ออกโดยรัฐบาลไทยจากมุมมองที่เป็นลบ (Negative Outlook) มาอยู่ในระดับที่มีเสถียรภาพ (Stable Outlook) หมายความว่า แทนที่จะมองว่าความเสี่ยงในการลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาวที่ออกโดยรัฐบาลไทยจะสูงขึ้นตามระยะเวลา ก็เปลี่ยนมาเป็นมุมมองในระยะยาว

ความเสี่ยงของตราสารหนี้ของรัฐบาลไทยที่ว่านี้คงที่ไม่เพิ่มขึ้นและไม่ลดลง ใครอยากลงทุนซื้อตราสารหนี้ของรัฐบาลไทยไม่ต้องคิดมาก ดูแค่เครดิตในปัจจุบันก็เพียงพอ (ส่วนกรณีที่มุมมองในอนาคตเป็นบวกคือ ความเสี่ยงระยะยาวลดลงกว่าปัจจุบัน เขาจะปรับมุมมองเป็นบวก (Positive Outlook)

นอกจากนั้น ยังได้ยืนยันอันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้ระยะยาวและระยะสั้นของประเทศ ทั้งที่เป็นสกุลเงินตราต่างประเทศและเงินบาทไว้ที่เดิม ทั้งที่ปีที่ผ่านมามีเหตุการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นในประเทศไทยจนดังไปทั่วโลก

การปรับอันดับของประเทศไทยโดยบริษัทผู้จัดอันดับระดับโลกอย่างสแตนดาร์ดแอนพัวร์นั้น แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในประเทศไทยและเศรษฐกิจไทยในสายตาของชาวโลกได้เป็นอย่างดี ถ้าคนไทยไม่ช่วยกันปู้ยี่ปู้ยำประเทศหนักข้อไปกว่านี้ เศรษฐกิจไทยคงพอประคับประคองตัวเองเอาตัวรอดไปได้ตลอดรอดฝั่งอีกครั้งหนึ่ง ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันจะอยู่ในสภาวะที่มีความเสี่ยงสูงกว่าตอนที่เกิดปัญหาวิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อสิบกว่าปีก่อนหน้านี้

การปรับอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศในทางที่เป็นบวก จะส่งผลกระทบในทางที่เป็นบวกต่อการกู้ยืมเงินของรัฐบาลและธุรกิจไทยในอนาคต แต่เผอิญเรื่องนี้เป็นเรื่องค่อนข้างไกลตัวสำหรับคนทั่วไป เลยไม่ค่อยดังเหมือนเรื่องไข่ไก่ชั่งกิโล

ถัดมา เป็นเรื่องที่คุณจักรกฤษฏิ์ พาราพันธกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนว่า สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ มีนโยบายที่จะชำระหนี้ต่างประเทศสกุลเงินเหรียญสหรัฐที่มีอยู่กับรัฐบาลสหรัฐ 42 ล้านเหรียญสหรัฐ สมาคมพัฒนาการระหว่างประเทศ 56 ล้านเหรียญสหรัฐ และเงินกู้สกุลเงินยูโรที่มีอยู่กับรัฐบาลออสเตรีย 6 ล้านยูโร ซึ่งเทียบเท่ากับเงินบาททั้งสิ้น 3,172 ล้านบาท ก่อนที่จะครบกำหนด (Prepayment)

สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ คาดว่าจะสามารถดำเนินการชำระหนี้ทั้งหมดข้างต้นก่อนกำหนดให้แล้วเสร็จภายในปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 คือภายในเดือน ต.ค.นี้

ถึงแม้ว่ามูลค่าเงินกู้ต่างประเทศที่จะจ่ายคืนล่วงหน้าให้เจ้าหนี้ทั้ง 3 รายมีจำนวนไม่มากเพียง 3,172 ล้านบาท เปรียบเทียบกับยอดหนี้ต่างประเทศทั้งสิ้นรวมประมาณ 4.23 ล้านล้านบาท ก็จริง แต่การที่คุณจักรกฤษฏิ์และทีมงานในสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ซึ่งเป็นหน่วยราชการเล็กๆ แต่รับผิดชอบหนี้สินของประเทศจำนวนมหาศาลกว่า 4 ล้านล้านบาท เอาใจใส่ติดตามบริหารหนี้สินของประเทศในความรับผิดชอบอย่างใกล้ชิด และพยายามลดต้นทุนของเงินกู้ และลดความเสี่ยงจากการกู้ยืมเงินสกุลเงินตราต่างประเทศเท่าที่โอกาสจะอำนวยนั้นเป็นอะไรที่น่าชมเชยอย่างยิ่ง เพราะการเจรจาทำความตกลงกันนั้นเจ้าหนี้ระดับประเทศยอมรับให้ชำระหนี้ก่อนครบกำหนด ตามสัญญาจำนวนกว่า 35 สัญญา ตามที่คุณจักรกฤษฏิ์แถลงข่าว คงต้องใช้ความสามารถและความวิริยอุตสาหะพอสมควร

แต่ถ้าทำสำเร็จย่อมเกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติและผู้เสียภาษีอากรให้รัฐบาลเอาเงินไปใช้หนี้โดยตรง ก็ขอเอาใจช่วยให้ดำเนินการได้สำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ ก่อนที่ฝรั่งหัวแดงและหัวดำจะขายหุ้นทิ้งและโอนเงินออกไป หลังจากทำกำไรได้แล้วในประเทศนี้เป็นกอบเป็นกำ ทั้งกำไรที่เกิดจากอัตราแลกเปลี่ยน อัตราดอกเบี้ย และการขายหุ้น ขืนช้าไปเดี๋ยวจะไม่ทันซื้อดอลลาร์หรือยูโรราคาถูกไปใช้หนี้ ผมก็ยังเป็นห่วงแทนอยู่

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าผลการดำเนินงานจะออกมาอย่างไร แต่อย่างที่พูดไว้แล้วว่า การที่ข้าราชการผู้บริหารหนี้สาธารณะของประเทศติดตามเอาใจใส่ มีแนวความคิดที่จะลดต้นทุนการบริหารหนี้ เมื่อโอกาสอำนวยผมก็พอใจแล้ว เพราะลึกๆ เกรงว่าจะมัวยุ่งอยู่กับการก่อหนี้ จนไม่มีเวลาคิดเรื่องอื่นที่จะเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารหนี้

เรื่องสุดท้าย เป็นเรื่องที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศก.) แถลงข่าวเมื่อเร็วๆ นี้ว่า รัฐบาลสามารถจัดเก็บรายได้นำส่งคลังในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2554 (ต.ค.ธ.ค. 2553) ทั้งสิ้นจำนวน 392,328 ล้านบาท สูงกว่าการจัดเก็บในช่วงเวลาเดียวกับของปีงบประมาณที่แล้วร้อยละ 11.1 ทำให้รายได้จากการจัดเก็บภาษีของกรมสรรพากร กรมศุลกากร และกรมสรรพสามิตสูงกว่าประมาณการทั้ง 3 กรม โดย สศก. ให้เหตุผลว่าเป็นผลมาจากการที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวทำให้เก็บภาษีได้เพิ่มขึ้น

สำหรับเรื่องนี้ถือได้ว่าเป็นข่าวที่น่าสนใจติดตามต่อไปว่า รายได้ภาครัฐในไตรมาสติดๆ ไปจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อรายจ่ายเพิ่มขึ้นสูงถึงร้อยละ 3.26 ในระยะเวลาเดียวกัน

ความจริงยังมีข้อมูลและตัวเลขจากหลายหน่วยราชการที่ทยอยออกมา ตรงนั้นบ้าง ตรงนี้บ้างอีกแยะ ในระยะนี้ส่วนใหญ่เป็นตัวเลขทางบวกแสดงให้เห็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย แต่เผอิญข้อมูลเหล่านั้นออกมาจากหลายแหล่งคนละเวลา จึงยากแก่การที่ประชาชนผู้รับข่าวสารจะต่อจิ๊กซอว์เหล่านี้เข้าด้วยกัน ภาพที่ออกมาจึงไม่ชัดเจนยากแก่การทำความเข้าใจให้เห็นภาพรวมอย่างเป็นระบบ

ผมว่าถ้าหมดปัญหาเรื่องไข่ชั่งกิโลแล้ว ใครมีเวลาช่วยรวบรวมตัวเลขและข้อมูลของหน่วยราชการทั้งหลายอย่างโปร่งใสตรงไปตรงมา แล้วสรุปรวมให้คนไทยทั่วๆ ไปที่ไม่ใช่ข้าราชการหรือนักวิชาการทราบบ้างน่าจะดี เพราะเป็นอะไรที่สำคัญและน่าสนใจกว่าเรื่องไข่ไก่ชั่งกิโลแยะ

อ้อ แล้วช่วยใช้ภาษาไทยที่คนไทยเขาพูดและเขียนกันในการสรุปด้วยนะครับ จะได้ไม่ต้องเสียเวลาแปลไทยเป็นไทยอีกครั้งหนึ่ง

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์