posttoday
บทเรียนล้ำค่าพญาอินทรี (2)

บทเรียนล้ำค่าพญาอินทรี (2)

24 มกราคม 2554

...รวิภาส กล่ำทวี

สัปดาห์ที่แล้ว ได้สรุปไว้ว่า สหรัฐอเมริกา จะยังเป็นผู้นำโลกที่ยิ่งใหญ่ต่อไป เพราะมีผู้นำที่ขยันบนพื้นที่การรู้เท่าทันในสถานการณ์โลก ตลอดจนถึงการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ของตัวผู้นำและทีมงานเอง

ส่วนในสัปดาห์นี้คงจะต้องพูดถึงสิ่งที่เป็นแรงผลักดันที่ทำให้สหรัฐอเมริกาและการทำงานของประธานาธิบดีโอบามาเป็นไปอย่างเข้มข้น และเริ่มมีสัญญาณที่ดีด้านเศรษฐกิจเป็นบวกเข้ามาในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีที่ผ่านมา สิ่งนั้นได้แก่ การใช้นโยบายการทูตผสมผสานเข้ากับการพัฒนา (Diplomatic and Development Policy) โดยใช้แสนยานุภาพด้านกำลังทหารและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทางการรบเป็นตัวสนับสนุนอีกแรงหนึ่ง ถ้าใครมีโอกาสได้อ่านบทความของฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐคนปัจจุบัน ที่เขียนถึงแนวทางและการทำงานด้านการต่างประเทศของเธอเอง ซึ่งตีพิมพ์ในนิตยสาร Foreign Affairs ฉบับสองเดือนสุดท้ายของปีที่แล้ว จะพบว่าสหรัฐอเมริกาใช้นักการทูตซึ่งเป็นข้าราชการพลเรือนทำงานตามนโยบายได้อย่างมีประสิทธิภาพ การผสมผสานนโยบายด้านการทูต การพัฒนาและความมั่นคงเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืนเป็นความพิเศษของรัฐบาลโอบามาผ่านทางการทำงานของฮิลลารี จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าในรอบขวบปีที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกาพยายามไม่ทำตัวเป็นนักเลงเหนือใครเหมือนแต่ก่อน แต่จะพยายามสร้างมิตรในทุกภูมิภาค โดยมีเป้าหมายสุดท้ายที่วางไว้อย่างชัดเจนนั่นคือ การฉุดสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจของตัวเองให้ฟื้นคืนชีพกลับมาให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

จะเห็นว่ากระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาเป็นกระทรวงที่มีความสำคัญมากพอๆ กับความเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐเอง แถมยังต้องทำงานแบบร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด และจะต้องมีกลยุทธ์เป็นของตัวเองที่ต้องสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของผู้นำเบอร์หนึ่งอย่างแนบเนียนอีกด้วย ถ้าหันมามองประเทศไทยก็คงจะเกิดคำถามตามมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นสภาวะความเป็นผู้นำในหลายๆ ครั้ง และหลายๆ ด้านของตัวนายกรัฐมนตรีเอง และความกังขาในความเป็นงานของตัวรัฐมนตรีต่างประเทศอีก ซึ่งค่อนข้างเป็นเรื่องใหญ่และก็คงจะไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ภายใต้เงื่อนไขการเมืองแบบไทยๆ ในปัจจุบัน

เหตุการณ์ล่าสุดที่เพิ่งเกิดขึ้นในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาได้แก่ การกราดยิงแบบไม่เลือกหน้าโดยมือปืนจนทำให้มีคนตายหลายคน และทำให้หนึ่งในบรรดาสมาชิกผู้ทรงเกียรติ หรือ สส.ในมลรัฐแอริโซนาต้องได้รับบาดเจ็บสาหัสเพิ่งจะฟื้น โดยสิ่งที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ สังคมอเมริกันเริ่มมีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนาหูว่า การปะทะกันทางคารมของนักการเมือง (Political Debate) อย่างรุนแรงและโอหัง อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนอเมริกันเริ่มนิยมหันมาใช้ความรุนแรง หรือพูดง่ายๆ ก็คือ การเลียนแบบความรุนแรงจากนักการเมืองนั่นเอง ซึ่งทำให้ประธานาธิบดีโอบามาต้องออกมาแก้ต่างเป็นการใหญ่ว่า การดีเบตทางการเมืองคงจะไม่ได้เป็นสาเหตุหลักของการเกิดความรุนแรงหรอก แต่ถ้าประเทศสหรัฐอเมริกาเน้นความเป็นศิวิไลซ์ (Civility) และลดการกล่าวหาผู้กระทำผิดผ่านการอธิบายเหตุการณ์ใดๆ แบบง่ายๆ โดยไม่ไตร่ตรอง ทุกอย่างก็คงจะดีขึ้น

สาระสำคัญมันอยู่ที่นักการเมืองไทยน่าจะเอาคำพูดของโอบามามาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับตัวเอง ทำตัวเองให้เป็นผู้เจริญแล้ว รู้จักขัดเกลาคำพูดตัวเองให้ดูศิวิไลซ์ นักการเมืองประเภทพูดจาไม่เป็น ออกแนวนักเลงบ้านนอกหรือเอาความเถื่อนเป็นหลัก ไม่ควรจะได้รับการพิจารณาให้ขึ้นเป็นระดับผู้บริหารประเทศ

ในรอบปี 2010 ที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกาให้อะไรต่อมิอะไรกับชาวไทยหลายอย่างครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท