
การจ้างงานในภาคการเดินทางและท่องเที่ยว
....อนันต์ วัฒนกุลจรัส
เป้าหมายสำคัญของผู้กำหนดนโยบายด้านการเดินทางและท่องเที่ยว นอกจากการสร้างรายได้และการกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวแล้ว ยังรวมถึงการสร้างงานในภาคการเดินทางและท่องเที่ยว ซึ่งเป็นภาคส่วนที่ใช้แรงงานเข้มข้นและเกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมอื่นๆ มากมาย ดังนั้นการเพิ่มการจ้างงานในภาคส่วนนี้จึงมีผลต่อการกระตุ้นปริมาณการจ้างแรงงานในระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ
หนทางหนึ่งที่แต่ละประเทศใช้กระตุ้นการจ้างแรงงานในภาคส่วนนี้ คือ การเพิ่มอุปสงค์การเดินทางและท่องเที่ยวภายในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งโดยปกติเรามักจะนึกถึงการเพิ่มอุปสงค์การเดินทางและท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศ และการเพิ่มอุปสงค์การเดินทางและท่องเที่ยวของประชาชนในประเทศเป็นสำคัญ แต่ในความเป็นจริงแล้วยังมีแนวทางอื่นอีก คือ การเพิ่มการใช้จ่ายในการเดินทางเชิงธุรกิจของภาครัฐและเอกชน (เช่น การจัดประชุมสัมมนาและนิทรรศการ) การเพิ่มการใช้จ่ายในการสนับสนุนการเดินทางและท่องเที่ยวโดยภาครัฐ (เช่น การจัดบริการสถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวกในแหล่งท่องเที่ยว การออกโปรแกรมส่งเสริมการท่องเที่ยว การบริการด้านความปลอดภัยและสุขอนามัย) และการเพิ่มการลงทุนด้านการเดินทางและท่องเที่ยวโดยภาครัฐและเอกชน (เช่น การลงทุนในสาธารณูปโภค)
อย่างไรก็ตาม ความสามารถในการกระตุ้นการจ้างแรงงานของแต่ละอุปสงค์การเดินทางและท่องเที่ยวดังกล่าวมีไม่เท่ากันและยังแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศอีกด้วย จากการนำข้อมูลจากระบบบัญชีประชาชาติด้านการท่องเที่ยวของประเทศต่างๆ ที่สภาการเดินทางและท่องเที่ยวโลกได้ทำการรวบรวมไว้มาวิเคราะห์ตามหลักทางสถิติ ก็จะพบว่าเป็นจริงอย่างที่ตั้งสมมติฐานไว้นี้
อย่างเช่น ประเทศไทยและอีกกว่า 40 ประเทศในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางค่อนข้างต่ำ (ตามการจัดกลุ่มของธนาคารโลก) เช่น จีน อินเดีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ พบว่าทุกการเพิ่มการใช้จ่ายในการเดินทางและท่องเที่ยวของประชาชนในประเทศ 1% จะช่วยกระตุ้นการจ้างงานได้มากที่สุดถึง 0.83% รองลงมาคือ การเพิ่มการใช้จ่ายในการลงทุนด้านการเดินทางและท่องเที่ยวที่จะช่วยกระตุ้นการจ้างงานได้ 0.81% ในขณะที่การเพิ่มการใช้จ่ายในการเดินทางและท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับช่วยกระตุ้นการจ้างงานได้เพียง 0.68% เท่านั้น และการเพิ่มการใช้จ่ายในการสนับสนุนการเดินทางและท่องเที่ยวโดยภาครัฐจะช่วยกระตุ้นการจ้างงานได้เพียง 0.58%
เมื่อพิจารณากลุ่มประเทศรายได้ปานกลางค่อนข้างสูงอีกกว่า 40 ประเทศ เช่น บราซิล ชิลี มาเลเซีย เม็กซิโก และตุรกี พบว่าทุกการเพิ่มการใช้จ่ายในการเดินทางและท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ 1% จะช่วยกระตุ้นการจ้างงานได้ 0.97% ถัดมาคือ การเพิ่มการใช้จ่ายในการลงทุนด้านการเดินทางและท่องเที่ยวที่จะช่วยกระตุ้นการจ้างงานได้ 0.91% ในขณะที่การเพิ่มการใช้จ่ายในการเดินทางและท่องเที่ยวของประชาชนในประเทศจะช่วยกระตุ้นการจ้างงานได้ 0.84%
ลองพิจารณากลุ่มประเทศรายได้ต่ำอีกกว่า 30 ประเทศ เช่น กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม เนปาล และบังกลาเทศ พบว่าทุกการเพิ่มการใช้จ่ายในการเดินทางเชิงธุรกิจของภาครัฐและเอกชน 1% จะช่วยกระตุ้นการจ้างงานได้ 0.56% รองลงมาคือ การเพิ่มการใช้จ่ายในการเดินทางและท่องเที่ยวของประชาชนในประเทศจะช่วยกระตุ้นการจ้างงานได้ 0.50% ในขณะที่การเพิ่มการใช้จ่ายในการเดินทางและท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับช่วยกระตุ้นการจ้างงานได้เพียง 0.37% เท่านั้น ส่วนการเพิ่มการใช้จ่ายในการลงทุนด้านการเดินทางและท่องเที่ยวจะช่วยกระตุ้นการจ้างงานได้ 0.46%
ในขณะที่กลุ่มประเทศรายได้สูงนอกกลุ่ม OECD เช่น ฮ่องกง มาเก๊า สิงคโปร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอิสราเอล พบว่าทุกการเพิ่มการใช้จ่ายในการสนับสนุนการเดินทางและท่องเที่ยวโดยภาครัฐ 1% จะช่วยกระตุ้นการจ้างงานได้สูงถึง 1.13% รองลงมาคือ การเพิ่มการใช้จ่ายในการลงทุนด้านการเดินทางและท่องเที่ยวจะช่วยกระตุ้นการจ้างงานได้ 1.10% ในขณะที่การเพิ่มการใช้จ่ายในการเดินทางและท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวต่างชาติกลับช่วยกระตุ้นการจ้างงานได้เพียง 0.37% ส่วนการเพิ่มการใช้จ่ายในการเดินทางและท่องเที่ยวของประชาชนในประเทศจะช่วยกระตุ้นการจ้างงานได้ 0.77%
จากการวิเคราะห์ตามหลักทางสถิติเหล่านี้ เห็นได้ว่าการกระตุ้นให้คนไทยหันมาเดินทางและท่องเที่ยวกันมากขึ้น กลับจะช่วยสร้างงานในภาคการเดินทางและท่องเที่ยวและภาคส่วนอื่นๆ ได้ดีกว่าการกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย อย่างไรก็ตามการเพิ่มอุปสงค์การเดินทางและท่องเที่ยวต่างๆ ข้างต้นคงไม่ใช่เพียงต้องการจะกระตุ้นการจ้างงานเท่านั้น แต่ต่างก็มีวัตถุประสงค์หลักสำคัญอื่นๆ ที่ต้องการจะบรรลุแตกต่างเฉพาะด้านกันไป กล่าวคือ ต่างก็มีความสำคัญในตัวของมันเอง
ที่กล่าวมานี้เป็นเพียงประเด็นการกระตุ้นปริมาณการจ้างแรงงานในภาคการเดินทางและท่องเที่ยวของกลุ่มประเทศต่างๆ แต่ในความเป็นจริงแล้วผู้กำหนดนโยบายและผู้ประกอบการจะต้องคำนึงถึงรายได้จากการจ้างงาน คุณภาพของแรงงาน และคุณภาพชีวิตของแรงงานในภาคการเดินทางและท่องเที่ยวด้วย เพราะถึงแม้ว่าภาคการเดินทางและท่องเที่ยวจะมีการใช้แรงงานอย่างเข้มข้น แต่ก็ยังประสบปัญหาเกี่ยวกับสภาพการทำงานของแรงงานในภาคส่วนนี้
อย่างเช่น การจ้างงานที่ไม่มีความเท่าเทียมกัน เพราะขึ้นอยู่กับรูปแบบและระดับของสถานประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวและนโยบายการพัฒนาการท่องเที่ยว ผลตอบแทนแรงงานที่ต่ำ อัตราการเข้าออกจากงาน (การเปลี่ยนงาน) สูงมาก เป็นงานที่ขึ้นอยู่กับฤดูกาล มีช่วงเวลาการทำงานที่ไม่แน่นอนและมักจะเป็นช่วงเวลาที่สวนทางกับการทำงานในสาขาเศรษฐกิจอื่นในสังคมโดยรวม นั่นคือ จะต้องทำงานในช่วงเวลาที่สังคมถือว่าเป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อน เช่น การทำงานในวันเสาร์อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เป็นต้น อีกทั้งเป็นการทำงานที่ค่อนข้างจะมองไม่เห็นเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพมากนัก เพราะมักจะเป็นงานที่ไม่เป็นทางการ และส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยมีทักษะความสามารถสูงเท่าไร ภาครัฐและผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องคำนึงถึงสภาพการทำงาน การพัฒนาทักษะและสวัสดิการแรงงานในภาคส่วนนี้ด้วย ยังไงก็ตามไว้โอกาสหน้าเราจะมาคุยกันในประเด็นเหล่านี้บ้างครับ







