posttoday
'สว.สมชาย'เตือนอย่าดันทุรังแจกเงินดิจิทัลเสี่ยงซ้ำรอยจำนำข้าว

'สว.สมชาย'เตือนอย่าดันทุรังแจกเงินดิจิทัลเสี่ยงซ้ำรอยจำนำข้าว

16 มกราคม 2567

สว.สมชาย แสวงการ เตือนรัฐบาลอย่าดันทุรังแจกเงินดิจิทัล10,000 ระวังซ้ำรอยจำนำข้าว แนะนายกฯเศรษฐา จะเป็นเซลล์แมนประเทศไทยอย่างเดียวไม่ได้ต้องกลับมานั่งหัวโต๊ะแก้ปัญหาเศรษฐกิจคลี่ปมประชาชนติดกับดักรายได้ปานกลาง

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา กล่าวว่า ความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ต่อโครงการเติมเงินดิจิทัล 10,000 บาทผ่าน Digital Wallet เป็นเอกสารสำคัญ ที่รัฐบาลจะต้องรับฟังเพราะคล้ายกรณีโครงการรับจำนำข้าวซึ่งได้ชี้ให้เห็นถึงข้อมูลสถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่ยังไม่วิกฤต และยังได้อ้างอิงถึงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ และข้อกฎหมายต่าง ๆ โดยเฉพาะพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลัง ที่มีข้อเสนอให้คำนึงถึงความคุ้มค่า และมีกระบวนการป้องกันไม่ให้เกิดการทุจริต จึงขอคณะกรรมการนโยบายโครงการเติมเงินดิจิทัลฯ
พิจารณาให้รอบคอบ 
 

"ในรายงานได้อ้างอิงถึงเศรษฐกิจโลก และระบุคล้ายกับกฤษฎีกา ที่ระบุถึงนิยามวิกฤตเศรษฐกิจ รวมถึงวิกฤตเศรษฐกิจในอดีต ที่จะต้องตราพระราชกำหนดการกู้เงิน ดังนั้น ถ้ารัฐบาลเห็นว่าเป็นวิกฤต ก็มีนัยยะว่า จะต้องตราเป็นพระราชกำหนด หรือ พ.ร.ก. และการกู้เงิน 1 ครั้ง และจ่ายเพียงครั้งเดียว ไม่ใช่โครงการต่อเนื่อง แม้จะมีระยะเวลาการใช้งานเงินดิจิทัล 6 เดือน แต่จะต้องมีการใช้หนี้ต่อเนื่อง 4-5 ปี จึงไม่เข้านัยยะตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลัง มาตรา 53"
 

ส่วนกรณีรัฐบาลอ้างทำงบประมาณไม่ทันนั้น นายสมชาย ระบุว่า กฤษฎีกา ได้มีความเห็นว่า หลังคณะรัฐมนตรีเข้าปฏิบัติหน้าที่เมื่อเดือนกันยายน2566  ยังได้มีการปรับปรุงร่างงบประมาณจากรัฐบาลก่อน และให้หน่วยรับงบประมาณ ส่งข้อมูล ภายใน 6 ตุลาคม 2566 โดยมีการปรับปรุง และเพิ่มจ่ายรายอีกกว่า 100,000 ล้านบาท ก่อนเข้าสู่คณะรัฐมนตรีในเดือนธันวาคม2566 ดังนั้น จึงไม่เข้าเงื่อนไขการจัดทำร่างพระราชบัญญัติงบประมาณฯ ไม่ทัน 

เมื่อพิจารณาความเห็นของ ป.ป.ช. และกฤษฎีกาแล้ว พบว่าไปในทิศทางเดียวกันหากรับฟังอย่างตรงไปตรงมาไม่ดันทุรัง ก็เชื่อน่าจะให้ความเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อฝ่ายการเมืองเพื่อให้ทบทวนโครงการนี้และนำเงิน 500,000 ล้านบาทไปใช้จ่ายให้ตรงเป้า เช่น ป.ป.ช.เสนอให้ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางหรือกลุ่มบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ประมาณ 14 ล้านคน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจจากกลุ่มเปราะบาง และนำเงินที่เหลือไปต่อยอดโครงการในอดีต เช่น คนละครึ่ง การจ้างงานในชนบท หรือจ้างงานนักศึกษาตกงาน ส่งเสริมทักษะให้กับประชาชน เป็นต้น 

นายสมชาย ยังเห็นว่า หลังนายกรัฐมนตรี กลับจากการประชุมเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม World Economic Forum (WEF) ที่กรุงดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ 15-19 มกราคม2567 ก็ไม่ควรเดินทางแล้ว และเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ปัญหาปากท้องประชาชน เพราะรัฐบาลทำงานมาแล้ว 4 เดือนกว่า แต่การแก้ปัญหา ยังเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ดังนั้น จะต้องแก้ปัญหาและใช้เวลาให้มาก จะเป็นเซลล์แมนเพียงอย่างเดียวไม่ได้ เพราะยังไม่มีอะไรให้ไปขาย และควรเร่งทำผลงาน 4 เดือนให้เกิดเนื้องานก่อน เมื่อเกิดเป็นชิ้นงานแล้ว ค่อยนำไปขายให้กับต่างประเทศ และการเป็น CEO บริษัท ไม่จำเป็นต้องไปขายของเอง อาจมอบหมายให้รัฐมนตรีคนอื่น ๆ ไปแทนก็ได้ 
 
นายสมชาย ระบุด้วยว่า ขณะนี้เศรษฐกิจไม่วิกฤต แต่อยู่ในภาวะฝืดเคืองหลังโควิด ถ้ารัฐบาลให้ความสนใจ หรือมุ่งมั่นมาแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ก็เชื่อว่าไทยจะไปได้ไกลกว่านี้ แต่หากรัฐบาลมัวไปมุ่งเรื่องดิจิทัลวอลเลตหรือจะตราเป็นพระราชบัญญัติ ก็เชื่อว่าจะไม่แล้วเสร็จสมัยประชุมนี้ และอาจมีผู้ยื่นตีความศาลรัฐธรรมนูญให้ถูกตีตกจนกลายเป็นเสียเวลาเปล่า ดังนั้น จึงอย่าดันทุรัง และนำสติปัญญาไปแก้ปัญหาเศรษฐกิจ และโครงสร้างพื้นฐานให้ประชาชน เพราะประเทศติดกับดักรายได้ปานลาง และกำลังพัฒนามานานเกินไป
 
"หากรัฐบาลยังยืนกรานเดินหน้าโครงการดิจิทัลวอลเลต ก็จะซ้ำรอยโครงการรับนำจำข้าวแน่นอน เพราะ ป.ป.ช.ได้มีความเห็นมาแล้วว่า จะเกิดปัญหาขึ้น หากรัฐบาลดื้อดึง ความเห็นเหล่านี้ ก็จะกลายเป็นพยานในศาล ทำให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง และข้าราชการที่เกี่ยวข้องต้องติดคุก จึงขอให้รัฐบาลชี้แจงให้ประชาชนว่า ไม่สามารถทำได้ และให้ทำเรื่องอื่นแทน เพื่อเร่งแก้ไขเศรษฐกิจปากท้องของประชาชน" นายสมชาย กล่าว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท