
'วราวุธ'เผยไทยเข้าสังคมสูงวัยขั้นสุดยังแจกเดือนละ1,000บาทไม่ได้
'วราวุธ ศิลปอาชา' แจงขึ้นเบี้ยผู้สูงอายุถ้วนหน้า1,000บาทไม่ได้ เป็นภาระสำนักงบฯ เพราะจัดเก็บรายรับน้อยกว่ารายจ่าย สาเหตุคนไทยเสียภาษีไม่ถึง5ล้านคนต่อปี ขอบคุณนายกฯเศรษฐาให้ความสำคัญงบพม.ห่วงความเป็นอยู่กลุ่มเปราะบาง
นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เปิดเผยถึงความพอใจในการอภิปราย พรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 ว่า ขอบคุณฝ่ายค้านที่ได้ตั้งข้อสังเกตในหลายประเด็น ทั้งเรื่องสิ่งแวดล้อม เกษตร โดยเฉพาะประเด็นเรื่องสังคมที่ทางพม.ได้ดูแลอยู่ ซึ่งข้อสังเกตเหล่านั้นจะนำไปปรับปรุงและเร่งรัดการทำงานและเชื่อว่า สส.ฝ่ายรัฐบาลก็สามารถให้ข้อมูลในข้อสังเกตุของฝ่ายค้านได้อย่างชัดเจน
นอกจากนี้ ขอขอบคุณสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลที่มีความเป็นห่วงเป็นใยความเป็นอยู่ประชาชนกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะผู้สูงอายุและเด็ก ซึ่งข้อมูลล่าสุดที่ตนเพิ่งได้ของเดือนธันวาคม 2566 ประเทศไทยมีจำนวนผู้สูงอายุเกิน 20% ของประเทศ ประมาณ 20.1- 20.2% ซึ่งถ้าเทียบตามกติกาของสากล 7-14%หมายถึงสังคมผู้สูงอายุ ส่วน14-20%เป็นสังคมผู้สูงอายุสมบูรณ์แบบ และถ้าเกิน20% เป็นสังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด
ตอนนี้ประเทศไทยเป็นสังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอดเท่ากับประเทศญี่ปุ่นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ดังนั้นต้องทำความเข้าใจว่าการดูแลผู้สูงอายุเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องทำ แต่ศักยภาพในการดูแลเมื่อเทียบกับจำนวนเด็กเกิดใหม่ทั้งหมด ในปี2565มี4แสนกว่าคนเท่านั้นนั่นหมายความว่า จากนี้ไปจำนวน Geny -Gen Z หรือในอนาคตก็จะต้องทำงานหนักขึ้น เพื่อที่จะมีสวัสดิการให้กับกลุ่มผู้สูงอายุที่นับวันมีมากขึ้น
ทั้งนี้หัวใจสำคัญ นอกจากการดูแลผู้สูงอายุให้ทั่วถึงแล้ว รัฐบาลจำเป็นต้องดึงเอาศักยภาพของคนทุกกลุ่มในประเทศไทยช่วงระยะเวลาสั้นออกมา เพราะทั้งกลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มคนพิการไม่ได้แปลว่าไม่มีศักยภาพในการทำงาน เพราะทุกคนล้วนเป็นบุคลากร และเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่าของสังคมไทย จึงต้องดึงเอาศักยภาพ และเสริมศักยภาพของคนกลุ่มนี้ เข้ามาเป็นโปรดักทิวิที้ เพื่อให้เกิดรายได้ และพลังขับเคลื่อนของสังคมเพราะมิเช่นนั้นนับวันจะมีผู้สูงอายุมากขึ้นและมีคนต้องใช้เงินสวัสดิการมากขั้น ซึ่งสวนทางกับคนที่มีกำลังทำงานที่มีปริมาณน้อยลง จะทำให้คนเจนYเจนZ เป็นนางแบก และไม่อยากให้กลุ่มเหล่านี้ถอดใจและเกษียณก่อนวัยอันควรที่ไม่อยากจะแบกรับสวัสดิการเหล่านั้น จึงเป็นเวลาที่สังคมไทยต้องมาเสริมสร้างกลุ่มที่เปราะบางเพื่อให้เกิดความเข้มแข็ง และเป็นพลังขับเคลื่อนสังคมไทยได้
เมื่อถามถึง การอภิปรายที่นายกรัฐมนตรี ได้ให้ความสำคัญกับงบปี67 เพื่อการพัฒนาสังคม นายวราวุธ ระบุว่า ส่วนตัวต้องขอบคุณนายกรัฐมนตรี เพราะหลายประเด็นที่นายกรัฐมนตรีได้พูดถึง โดยเฉพาะในที่ประชุมครม.เองทั้งเรื่องความรุนแรงของสตรี และความเท่าเทียมทางเพศ ซึ่งถือเป็นกำลังใจให้กับพวกเราชาวพม. ที่นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญในการพัฒนาทุกมิติ
ส่วนกรณีที่ถูกฝ่ายค้านอภิปราย เรื่องงบเบี้ยผู้สูงอายุ โดยเฉพาะกรณีขอปรับเป็น 1000 บาทต่อเดือนเท่ากันทุกช่วงวัยนั้น จากเดิมที่จ่ายผู้สูฃิายั60ปีขึ้นไป ตามอัตรา600บาท-1000บาทต่อเดือน นายวราวุธ ระบุว่า การขอไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องเข้าใจก่อนว่า การขอไป step 600/700/800บาท ใช้เงินปีนึงปี ประมาณหนึ่งแสนล้านบาท
ดังนั้น ถ้าจะให้เป็น1,000บาทถ้วนหน้าต้องใช้เงินมากขึ้นถึง60,000ล้านบาท ทั้งนี้ หากสำนักงบประมาณและรัฐบาลมีเงินพอก็เชื่อว่าอยากจะให้ แต่ปี2565 มีคนเสียภาษีจริงๆ 4ล้านกว่าคน และมีเงินภาษีกับบริษัทห้างร้าน และสรรพสามิต ซึ่งไม่ถึง10% ของประชากรคนไทยหรือมีคนเสียภาษีเพียงแค่ไม่ถึง5ล้านคน เงินขาเข้ามีน้อยแต่เงินขาออก ทุกคนอยากให้มีถ้วนหน้า ดังนั้นสิ่งสำคัญคือต้องเน้นกลุ่มเปราะบาง และคนที่เดือดร้อนมากที่สุดก่อน แล้วค่อยๆดูแลตามลำดับความสำคัญ
ซึ่งส่วนตัวก็อยากจะให้ดูแลสังคมให้ถ้วนหน้าได้จริงๆอย่างที่ถูกอภิปรายแต่ก็เห็นใจเพราะกระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณที่มีรายได้น้อยและจำกัด พม.เองก็ไม่อยากให้งบประมาณกลายเป็นงบขาดดุลทุกปีๆ ซึ่งปีนี้ก็กู้มีอีกหลายแสนล้าน และถ้าหากต้องการถ้วนหน้าจริง ก็จะเป็นการเพิ่มภาระให้กับสำนักงบประมาณ
“ถ้างบเพียงพอ ไม่ใช่แค่1,000บาท แต่ 3,000บาทเราก็อยากให้ กี่พันบาทเราก็อยากจะให้ แต่วันนี้รายจ่ายและรายรับไม่บาลานซ์กัน”
ทั้งนี้ไม่อยากให้มองว่า ผู้สูงอายุจะต้องเป็นฝ่ายรับฝ่ายเดียว เพราะสังคมผู้สูงอายุตั้งแต่อายุ60ปีขึ้นไปนั้น หลายคนก็มีสุขภาพกายและสุขภาพใจที่ดี ซึ่งเกิดจากระบบสาธารณสุขของไทยที่มีการพัฒนา ดังนั้นจึงมองว่า สังคมไทยควรให้ความสำคัญกับกลุ่มนี้ เพราะเขาสามารถทำงานเป็นกำลังสำคัญให้กับประเทศไทยได้
ดังนั้น ทุกคนอาจจะตั้งคำถามว่าจะเอากลุ่มคน60ปีมาทำงานหรือ ซึ่งต้องบอกว่า วันนี้กลุ่มคนทำงานมีจำนวนน้อยลง แต่กลับมีจำนวนผู้ใช้สวัสดิการเพิ่มขึ้น จึงเกิดคำถามตามมาว่า ถ้าทุกคนอยากได้รับการสนับสนุน แล้วจะเอาคนกลุ่มไหนมาทำงาน เพื่อที่จะสามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศชาติได้ และหากกลุ่มผู้สูงอายุทำงานได้ เป็นเหมือนการยิงกระสุนนัดเดียวได้นกสองตัว เพราะประเทศชาติจะได้เงินภาษีเพิ่มขึ้น และสามารถทำให้ผู้สูงอายุมีกิจกรรมทำหลังวันเกษียณ ซึ่งจะเป็นผลดีที่ทำให้ผู้สูงอายุไม่ต้องกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง







