
หุ้นไทยอย่าฝันหวานเงินนอก
เริ่มต้นปีกระต่าย ดัชนีตลาดหุ้นภูมิภาคเอเชียลดลงอย่างต่อเนื่อง ผิดฟอร์มไปจากปี 25522553 เพราะเงินทุนต่างประเทศที่เคยไหลเข้าอย่างเทน้ำเทท่าเมื่อสองปีก่อนพลิกกลับ
เริ่มต้นปีกระต่าย ดัชนีตลาดหุ้นภูมิภาคเอเชียลดลงอย่างต่อเนื่อง ผิดฟอร์มไปจากปี 25522553 เพราะเงินทุนต่างประเทศที่เคยไหลเข้าอย่างเทน้ำเทท่าเมื่อสองปีก่อนพลิกกลับ
โดย...ทีมข่าวตลาดทุนหุ้น
เริ่มต้นปีกระต่าย ดัชนีตลาดหุ้นภูมิภาคเอเชียลดลงอย่างต่อเนื่อง ผิดฟอร์มไปจากปี 25522553 เพราะเงินทุนต่างประเทศที่เคยไหลเข้าอย่างเทน้ำเทท่าเมื่อสองปีก่อนพลิกกลับ
ตลาดหุ้นที่ถูกเทขายมากที่สุดคือ อินเดีย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย โดยตลาดหุ้นรัสเซีย และมาเลเซียปรับตัวขึ้น
ส่วนตลาดหุ้นไทยจัดได้ว่ายังออกอาการปกติมีทั้งขึ้นและลงแกว่งอยู่ที่เหนือพันจุด โดยไม่หลุดแต่อย่างใด แม้ว่านักลงทุนต่างชาติจะเทขายอย่างหนักนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท
หุ้นไทยประคองตัวอยู่ได้ท่ามกลางแรงขายของต่างชาติ เพราะแรงซื้อหุ้นกลุ่มพลังงานและธนาคารพาณิชย์ที่มีขนาดใหญ่มีมูลค่ารวมกัน 50% ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป) โดยสองกลุ่มนี้แนวโน้มยังไปได้ดีเพราะราคาน้ำมันในตลาดโลกยังพุ่งสูง เศรษฐกิจเติบโต และธนาคารยังได้ดีจากดอกเบี้ยขาขึ้น
แรงขายของนักลงทุนต่างชาติกว่า 1.5 หมื่นล้านบาทในช่วงที่ผ่านมา จึงถูกชดเชยด้วยแรงซื้อของนักลงทุนในประเทศ 1.5 หมื่นล้านบาทเช่นกัน
แรงขายของต่างชาติที่เกิดขึ้นครั้งนี้สะท้อนผ่านมุมมองของโบรกเกอร์ต่างชาติที่เชื่อว่า หุ้นไทยไม่น่าพิสมัยมากนักในปีนี้ หลังจากผ่านยุคทองของตลาดหุ้นมาสองปีแล้ว ที่ดีดขึ้นแรง 63% และ 40% ในปี 2552 และปี 2553 ตามลำดับ
โนมูระ โบรกเกอร์ญี่ปุ่นเริ่มลดน้ำหนักลงทุนหุ้นไทยตั้งแต่เดือน ม.ค. 2554 พร้อมกับตลาดหุ้นอินเดีย และตลาดหุ้นเม็กซิโก พร้อมออกรายงานล่าสุด ภายหลังการนำเสนอข้อมูลต่อลูกค้า ว่า ลูกค้าส่วนใหญ่สนใจลงทุน ตลาดหุ้นจีน เกาหลีใต้ ไต้หวัน จากการได้ประโยชน์จากเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัว
ขณะที่ “ณสุ จันทร์สม” กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุนอีเอฟจี (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มธนาคารอีเอฟจี ธนาคารรายใหญ่อันดับ 3 ในสวิตเซอร์แลนด์ ให้น้ำหนักหุ้นไทยปกติหรือไม่มีการซื้อเพิ่ม และพร้อมที่จะลดสัดส่วนการลงทุนลงทุกเมื่อถ้าราคาขึ้นมามาก
“ตอนนี้ผมสนใจหุ้นสหรัฐและฮ่องกงมากกว่าเพราะมีราคาถูกและมีโอกาสทำกำไรมากกว่า ขณะที่หุ้นไทยปีนี้กำไรบริษัทจดทะเบียนคงไม่ดีกว่าคาด ทำให้ตลาดไม่ไปไหนไกล แต่มีโอกาสขึ้นไปได้ตามวงจรการขึ้นของตลาดหุ้นต่างประเทศเพราะหุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่มน้ำมันและหุ้นธนาคารที่ได้รับผลดีจากราคาน้ำมันพุ่งและดอกเบี้ยขาขึ้นตามลำดับ“
สามโบรกเกอร์ต่างชาติทั้ง โนมูระ ธนาคารแห่งอเมริกาเมอร์ริล ลินซ์ และ บล.ยูบีเอส ต่างปรับฐานการลงทุนในตลาดหุ้นเกิดใหม่ ด้วยเหตุผลดังนี้
ประการแรก ตลาดหุ้นเกิดใหม่มีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบจากแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้น อันเกิดจากอัตราเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้น
โนมูระพบว่า ตลาดหุ้นจะมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยกับอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น (ในเชิงลบ) ซึ่งต่างจากประเทศที่พัฒนาแล้ว จะไม่มีความสัมพันธ์ที่มีนัยระหว่างตลาดหุ้นกับอัตราดอกเบี้ย และเม็ดเงินลงทุนในตลาดหุ้นเกิดใหม่ในปัจจุบัน อยู่ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และส่วนใหญ่จะลงเอยด้วยการเคลื่อนไหวของราคาที่ต่ำกว่าประเทศที่พัฒนาแล้วเสมอ
ประการที่สอง การปรับประมาณการกำไรบริษัทจดทะเบียน ของกลุ่มประเทศเกิดใหม่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นสหรัฐ ยุโรป อังกฤษ ทำให้โอกาสที่กำไรจะดีเกินคาด ในตลาดหุ้นพัฒนาแล้วมีสูงกว่ากลุ่มประเทศเกิดใหม่
ทั้งนี้ คาดว่าปีนี้การลงทุนในตลาดหุ้นจะให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 13% (กำไรต่อหุ้นเติบโต 16% ปี 2553 กำไรเติบโต 35%) โดยตลาดหุ้นสหรัฐคาดจะให้ผลตอบแทน 15% (กำไรต่อหุ้นเติบโตบวก 15% 39% ในปี 2553) ยุโรปให้ผลตอบแทนบวก 6% (กำไรต่อหุ้นเติบโต 14% 39% ในปี 2553) ญี่ปุ่นบวก 17% (กำไรต่อหุ้นเติบโตบวก 27% 160% ในปี 2553)
ขณะที่ตลาดเกิดใหม่ให้ผลตอบแทน 4% (กำไรต่อหุ้นเติบโต 16% 29% ในปี 2553) เอเชียแปซิฟิกให้ผลตอบแทน 5% (กำไรต่อหุ้นเติบโต 17% 14% ในปี 2553)
อัตรากำไรที่เติบโตสูงในตลาดเอเชีย ส่วนใหญ่รับรู้ไปในราคาหุ้นแล้ว พิจารณาจากสัดส่วนราคาต่อกำไร (PE) ที่ส่วนใหญ่ซื้อขายเกินระดับค่าเฉลี่ยในอดีต โดยเฉพาะอินโดนีเซีย ที่ปัจจุบันซื้อขายที่ระดับ 15 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยภูมิภาคที่ 13 เท่า และ Risk Premium ที่สูงถึงบวก 1 สแตนดาร์ดดิเวเอชันสะท้อนความแพงของตลาดหุ้นอาเซียน โดยเฉพาะฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ไทย สิงคโปร์
ประการที่สาม ตลาดประเมินการแทรกแซงค่าเงินจากธนาคารกลางในเอเชีย โดยเฉพาะอาเซียนต่ำเกินไป
ประการที่สี่ วิตกต่อการเปลี่ยนนโยบายสนับสนุนการเติบโต มาเป็นสกัดเงินเฟ้อของจีน บราซิลและอินเดีย ส่งผลฉุดเศรษฐกิจเอเชียและโลกให้แย่กว่าคาด
ประการที่ห้า ตลาดชะล่าใจต่ออัตราเงินเฟ้อที่เร่งตัว โดยเงินเฟ้อจะเป็นตัวเร่งให้ธนาคารกลางเอเชียขึ้นดอกเบี้ยเร็วเกินคาด และมีโอกาสที่ธนาคารกลางจะเพิ่มมาตรการสกัดเงินเฟ้อ
ท่ามกลางมุมมองที่เป็นลบต่อหุ้นภูมิภาคเอเชีย และมุมมองที่เป็นบวกต่อหุ้นประเทศพัฒนาแล้ว ในช่วงที่ผ่านมา ค่าเงินบาทเทียบเหรียญสหรัฐกลับอ่อนค่าอย่างต่อเนื่อง ยิ่งเป็นตัวผลักดันให้ต่างชาติขายหุ้นที่ได้กำไรแล้วขายหุ้นออกไปเพื่อมิให้สูญเสียกำไรจากค่าเงินในอนาคตเมื่อแลกเป็นเหรียญสหรัฐกลับไป
ล่าสุดค่าเงินบาทอยู่ที่ประมาณ 30.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ซึ่งต้องจับตาค่าเงินบาทเทียบเงินเหรียญสหรัฐอย่างใกล้ชิดที่จะเป็นตัวกระตุ้นสำคัญในการเข้าออกของทุนต่างชาติ
ล่าสุดกูรูตลาดหุ้นอย่าง “ก้องเกียรติ โอภาสวงการ” ประธานกรรมการบริหารบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส และ “ศุภวุฒิ สายเชื้อ” กรรมการบริษัท ทุนภัทร ให้คะแนนตลาดหุ้นไทยปีนี้เพียง 5 คะแนน และ 4 คะแนน ตามลำดับ จากคะแนนเต็ม 10 ดังนั้นจึงเท่ากับว่าหุ้นไทยปีนี้เข้าขั้นลูกผีลูกคนคือครึ่งดีครึ่งเสีย
ขณะที่แนวโน้มราคาน้ำมันปีนี้บริษัทซื้อขายน้ำมันในตลาดโลกประมาณการว่า จะอยู่ระหว่าง 85 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งนับว่าทรงตัวระดับสูงและคาดว่าจะปรับเพิ่มอีก 10 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลในปี 2555
“ประเสริฐ บุญสัมพันธ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ปตท. (PTT) เชื่อว่าปีนี้ค่าเฉลี่ยน้ำมันดิบในตะวันออกกลางไม่น่าเกิน 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล หรือหากถึง 100 เหรียญสหรัฐ เชื่อว่าจะยืนอยู่ได้ไม่นาน แม้ว่าขณะนี้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปจะเกิน 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลแล้วก็ตาม จากในอดีตราคาน้ำมันสำเร็จรูปเคยขึ้นสู่จุดสูงสุด 170180 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล หรือราคาน้ำมันดิบเคยขึ้นไปสูงถึง 147 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล แต่ก็ปรับตัวลงมาได้
ล่าสุดราคาน้ำมันดิบในตลาดล่วงหน้าสหรัฐ (Nymex) ยังทรงตัวที่ระดับ 91.48 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เช่นเดียวกับราคาน้ำมันดิบดูไบที่ทรงตัวที่ระดับ 93.20 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ใกล้เคียงกับระดับสูงสุดในรอบ 2 ปี ส่งผลให้นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์เอเซีย พลัส แนะนำลงทุนที่เน้นหุ้นป้องกันเงินเฟ้อ โดยเฉพาะบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) บริษัท ปตท. (PTT) บริษัท บ้านปู (BANPU) ที่เชื่อว่าจะกลับมาเป็นหุ้นที่ปรับตัวขึ้นเหนือตลาดได้ รวมไปถึงหุ้นพลังงานทดแทนแนะนำ บริษัท น้ำตาลขอนแก่น (KSL) บริษัท ยูนิวานิชน้ำมันปาล์ม (UVAN) เป็นต้น
“ณสุ” แนะนำว่า หากเป็นนักลงทุนรายย่อยในเมื่อกระจายความเสี่ยงไปลงทุนต่างประเทศไม่ได้โดยตรงควรจะเลือกซื้อหุ้นรายตัว อย่างหุ้นกลุ่มสื่อสาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) แต่ต้องพิจารณากฎเกณฑ์สื่อสารอย่างรอบคอบ หรือหุ้นที่ปันผลสูงในกลุ่มพลังงานที่ได้ดีจากราคาน้ำมันขึ้น
การลงทุนในปีนี้จึงมีความเสี่ยงมากกว่าสองปีที่ผ่านมา...ที่นักลงทุนต้องใช้ฝีมือ และระมัดระวังอย่างสูง...







