
หมดยุคเผด็จการ
บทบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์อาซาฮีของญี่ปุ่น แสดงความคิดเห็นต่อเหตุนองเลือดในตูนิเซียที่ลุกลามจนกระทั่งประธานาธิบดี เซเน เอล อาบิดีน เบน อาลี ผู้นำตูนิเซียซึ่งปกครองประเทศมานานถึง 23 ปี ต้องลี้ภัยไปอยู่ที่ซาอุดีอาระเบีย โดยระบุว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในดินแดนแห่งนี้ ไม่ได้มาจากกลุ่มคนที่นิยมระบอบประชาธิปไตย หรือตัวแทนของกลุ่มประชาชน แต่เป็นผลจากความโกรธเคืองของประชาชนที่อยากจะโค่นล้มระบอบเผด็จการ
ดังนั้น ภารกิจแรกที่รัฐบาลใหม่ของตูนิเซียควรดำเนินการเป็นภารกิจแรก คือ การปลดปล่อยประเทศชาติระบอบเผด็จการ และสรรค์สร้างระบอบประชาธิปไตย พรรคการเมืองทุกขั้วต้องร่วมมือกันผลักดันให้มีการจัดการเลือกตั้งทั่วไปขึ้นให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ มิฉะนั้นสถานการณ์ความวุ่นวายจะยืดเยื้อต่อไป
สิ่งที่ชาวตูนิเซียต้องการเวลานี้คือ การเริ่มต้นใหม่ที่สะท้อนจากความต้องการที่แท้จริงของประชาชน ซึ่งรัฐมนตรีตลอดจนรักษาการประธานาธิบดีจำเป็นที่จะต้องเข้าใจในจุดนี้อย่างชัดเจน
นับตั้งแต่ปี 1980 รัฐบาลญี่ปุ่นมีการจัดพบปะหารือกับตูนิเซียเป็นประจำ เพื่อหารือกันในประเด็นความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และประเด็นอื่นๆ คำถามคือ ในฐานะ
“มิตรประเทศ” เหตุใดที่ผ่านมารัฐบาลญี่ปุ่นจึงไม่สามารถให้คำแนะนำเกี่ยวกับประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน หรือประชาธิปไตยแก่ตูนิเซียอย่างไรก็ตาม แม้ระบอบเผด็จการจะยังปรากฏในหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะในตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ แต่การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในตูนิเซีย อันเกิดจากพลังของประชาชนที่ออกมาเคลื่อนไหวตามท้องถนน และใช้อินเทอร์เน็ตแลกเปลี่ยนข้อมูลเป็นเครื่องสะท้อนอย่างดีว่า ห้วงเวลาแห่งการใช้อำนาจทางการเมืองกดขี่เพื่อกำจัดกลุ่มที่ไม่เห็นด้วย หรือนิยมประชาธิปไตยกำลังจะถึงกาลอวสาน เพราะไม่มีใครต้องการนักการเมืองที่ไม่เคารพประชาชนอีกต่อไป







