
โลกมองไทย
ขณะที่เศรษฐกิจโดยรวมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น เห็นได้จากตัวเลขของภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม และสถาบันทางการเงินทั้งหลายต่างตบเท้าออกมาสรุปรายงานผลประกอบการในช่วงปี 2553 ที่ผ่านมา โดยมีตัวเลขเป็นไปในทิศทางบวก
ประเทศไทยเองก็เป็นหนึ่งในประเทศเหล่านี้ที่ได้รับอานิสงส์ส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศโดยรวมกระเตื้องขึ้น แม้จะมีปัจจัยด้านลบที่น่าหวาดหวั่นจากความขัดแย้งทางการเมือง
รายงานข่าวจากเอเอฟพีระบุว่า สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะการส่งออกที่ยังคงเข้มแข็ง และผลกระทบของความขัดแย้งนั้นเกิดขึ้นในวงจำกัด อีกทั้งในฐานะที่ไทยเป็นประเทศหลักส่งออกข้าวและยางพารา ปริมาณความต้องการสินค้าเหล่านี้ที่เพิ่มสูงขึ้นจะช่วยกระตุ้นการเติบโตภาคการเกษตร
ด้านสำนักข่าวซินหัวของจีนรายงานว่า คณะกรรมการร่วมไทยจีนได้บรรลุข้อตกลงเป็นที่เรียบร้อยแล้วในการสร้างรถไฟความเร็วสูง โดยไทยจะเป็นผู้ถือหุ้น 51% ขณะที่จีนถือหุ้นในส่วนที่เหลือที่ 49%
โดยกรอบการทำงานร่วมของคณะกรรมการของสองประเทศเหลือเพียงรอให้รัฐมนตรีคมนาคมของไทยเซ็นรับทราบ และอนุมัติให้เริ่มต้นดำเนินโครงการ ก่อนที่จะมีการเจรจาอย่างเป็นทางการกับทางประเทศจีนเท่านั้น
ทั้งนี้ ทั้งไทยและจีนต่างคาดหวังที่จะได้ลงนามความตกลงร่วมกัน (เอ็มโอยู) ในเดือน เม.ย. 2554 นี้
ซึ่งหลังจากลงนามความตกลงร่วมกันแล้ว ทั้งสองฝ่ายต้องใช้เวลาประมาณ 1 ปี ในการศึกษาความเป็นไปได้ของเส้นทางที่จะสร้างทางรถไฟ โดยครอบคลุมในเรื่องเศรษฐกิจ วิศวกรรม การสำรวจและการออกแบบ ก่อนลงมือก่อสร้างซึ่งคาดว่าจะใช้ระยะเวลาอีกประมาณ 4 ปี
เส้นทางทางรถไฟความเร็วสูงประกอบด้วย 5 เส้นทางหลัก โดยมีกรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลาง ซึ่งมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ จ.เชียงใหม่ หนองคาย อุบลราชธานี ฉะเชิงเทรา และปาดัง เบซาร์







