
นักวิชาการถล่มประกันสังคมถูกหั่นประโยชน์อื้อ
ทีดีอาร์ไอจุฬาฯ บี้รัฐบาลเพิ่มสิทธิชดเชยเลิกจ้างคลอดบุตร
ทีดีอาร์ไอจุฬาฯ บี้รัฐบาลเพิ่มสิทธิชดเชยเลิกจ้างคลอดบุตร
นายวิโรจน์ ณ ระนอง ผู้อำนวยการวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขและการเกษตร สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ เปิดเผยว่า นโยบายของรัฐบาลไม่ได้สร้างแรงจูงใจให้กับแรงงานนอกระบบสมัครใจเป็นสมาชิกประกันสังคม เนื่องจากรัฐจะมีการลดสิทธิประโยชน์ เพื่อไม่ให้เป็นภาระการคลังในระยะยาว
นอกจากนั้น รัฐนั้นยังกำหนดเพดานการจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนไม่เกิน 1 ใน 3 ทั้งที่ควรจ่ายคนละครึ่ง ซึ่งจะทำให้แรงงานนอกระบบหันมาสนใจมากขึ้น
นายแล ดิลกวิทยรัตน์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงการให้แรงงานนอกระบบจ่ายสมทบเดือนละ 100 บาท หรือ 150 บาท ว่า รัฐควรจัดสิทธิประโยชน์ให้เท่ากับผู้ประกันตนทั่วไป ทั้งเงินชดเชยจากการเลิกจ้าง หรือเงินสงเคราะห์กรณีคลอดบุตร เพราะแรงงานนอกระบบก็มีความจำเป็นไม่แพ้กัน ไม่ใช่มองจำนวนเงินเป็นตัวตั้งอย่างเดียว
“หากตั้งเป้าว่าต้องจ่ายมากถึงจะได้มากก็ไม่ต่างอะไรกับการซื้อประกันชีวิตกับบริษัทเอกชน” นายแลกล่าว
นายแล กล่าวว่า แรงงานนอกระบบซึ่งต้องการสิทธิมีเพิ่มขึ้นถึง 24 ล้านคน ระบบประกันสังคมจึงต้องปรับตัวอีกมากเพราะหากมีแรงงานเข้าสู่ระบบ จะมีงานเอกสารจำนวนมาก แม้สำนักงานประกันสังคมจะพยายามตั้งสำนักงานในระดับอำเภอเพิ่ม แต่ภาพลักษณ์ก็ยังเป็นคงเป็นแบบราชการ ทางที่ดีควรจะลดความเข้มงวดของระบบราชการที่มีอยู่ให้สามารถเข้าถึงแรงงานนอกระบบได้มากขึ้น
ขณะที่นายปั้น วรรณพินิจ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) กล่าวว่า สปส.จะเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่ และขยายสำนักงานลงในพื้นที่ชุมชนระดับอำเภอ และบริการผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิส เป็นต้น
นางสุจิน รุ่งสว่าง เครือข่ายแรงงานนอกระบบ กล่าวว่า แนวทางการขยายระบบประกันสังคมมาตรา 40 ที่ครอบคลุมแรงงานนอกระบบ 24 ล้านคน ทั้ง 2 รูปแบบ คือให้จ่ายสมทบ 100 บาท และ 150 บาท ยังไม่สอดคล้องกับความต้องการของแรงงานนอกระบบ ซึ่งหัวใจสำคัญแรงงาน คือต้องการบำนาญชราภาพ
ขณะเดียวกันหากจะให้ออมเพิ่มในกองทุนเงินออมแห่งชาติของกระทรวงการคลัง แรงงานก็ต้องจ่ายเพิ่มอีก 100 บาทถึงจะได้บำนาญ ซึ่งเกินกำลังของแรงงานนอกระบบ ส่วนสิทธิประโยชน์ก็ยังไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ซึ่งกรณีทุพพลภาพที่นำระยะเวลาการเป็นสมาชิกมาเป็นเงื่อนไขในการจ่ายเงินให้ เช่น หากเป็นสมาชิก 610 เดือนจะจ่ายค่าทุพพลภาพให้เดือนละ 500 บาทเป็นเวลา 15 ปี และถ้าเป็นสมาชิก 1220 เดือนจะจ่ายให้เดือนละ 650 บาท เป็นเวลา 15 ปี นอกจากนี้ ยังไม่เห็นแนวทางการบริหารจัดการกองทุนที่มั่นคง และยั่งยืนในระยะยาว







